ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ทำการทบทวนและประเมินความสำคัญของประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ได้จัดทำในปี 2567 ทั้งความมีนัยสำคัญเชิงผลกระทบ (Impact materiality) และความมีนัยสำคัญทางการเงิน (Financial materiality) โดยพิจารณาตามหลักการของ GRI Universal Standards 2021 GRI 3: Material Topics 2021 และแนวทางการประเมิน Double Materiality ในมาตรฐานการรายงาน European Sustainability Reporting Standards (ESRS) ของ European Financial Reporting Advisory Group (EFRAG)[1] ตลอดจนแนวปฏิบัติในการตรวจสอบธุรกิจอย่างรอบด้านของ OECD สำหรับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (OECD Due Diligence Guidance For Responsible Business Conduct) โดยใช้หลักการการประเมินความเสี่ยงเป็นพื้นฐาน (risk-based due diligence) และหลักการดำเนินงานกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย (multi-stakeholder approach) เพื่อให้เห็นภาพรวมของผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม (outward impact) และผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ (inward impact) ทั้งด้านการเงินและความสามารถในการสร้างคุณค่าของธุรกิจในระยะยาว
การทบทวนและประเมินความสำคัญของประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนครั้งนี้ ดำเนินการโดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในบริษัทฯ ร่วมกับที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจากภายนอกองค์กร โดยมีกระบวนการในการบ่งชี้ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ดังนี้
| กระบวนการ | การดำเนินงานของอมตะในปี 2568 |
|---|---|
| 1. วิเคราะห์บริบทขององค์กรและอุตสาหกรรม |
|
| 2. ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน |
|
| 3. ประเมินระดับนัยสำคัญของผลกระทบของบริษัทฯ ที่มีต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคนในสังคม รวมถึงสิทธิมนุษยชน |
|
| 4. ประเมินระดับนัยสำคัญทางการเงินของประเด็นด้านความยั่งยืน |
|
| 5. จัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืน |
|
| 6. ทบทวนและอนุมัติประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน |
|
หลังจากทำการทบทวนและประเมินความสำคัญของประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ได้จัดทำในปี 2567 บริษัทฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญที่แตกต่างไปจากเดิม โดยมีประเด็นรวมทั้งสิ้น 16 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นที่มีความสำคัญสูงจำนวน 9 ประเด็น และสำคัญปานกลางจำนวน 7 ประเด็น และทุกประเด็นด้านความยั่งยืนมีผลกระทบที่เชื่อมโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ จึงไม่ได้กำหนดให้เรื่องสิทธิมนุษยชนแยกออกเป็นประเด็นเฉพาะ และนำผลการประเมินผลกระทบในกระบวนการจัดทำประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) ด้วย
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการประเมินระดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืนทั้งสองมิติ ได้แก่ ความมีนัยสำคัญเชิงผลกระทบ (Impact Materiality) และความมีนัยสำคัญทางการเงินต่อบริษัทฯ (Financial Materiality) ซึ่งได้นำเสนอผลการประเมินในรูปแบบแผนภาพนี้ เพื่อแสดงระดับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจและผลกระทบจากความเสี่ยงและโอกาสของแต่ละประเด็นอย่างชัดเจนและแยกจากกัน เนื่องจากบางประเด็นอาจมีความสำคัญสูงในมิติหนึ่ง แต่มีความสำคัญในอีกมิติหนึ่งในระดับที่แตกต่างกัน บริษัทฯ ได้พิจารณาตามหลักการของ GRI Standards และแนวคิด Double Materiality ที่กำหนดให้ประเด็นด้านความยั่งยืนสามารถเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ (material topics) ได้ หากก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม หรือสิ่งแวดล้อม แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทฯ โดยตรง
ในมิติเชิงผลกระทบ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน การจัดการทรัพยากร ความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสียมีผลกระทบเชิงลบและเชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งสะท้อนว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ มีศักยภาพในการสร้างคุณค่าเชิงบวกที่สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสียและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในมิติเชิงการเงิน บริษัทฯ พบว่า มีความเสี่ยงและโอกาสที่ส่งผลกระทบทางการเงินสูงอย่างมีนัยสำคัญจำนวนหลายประเด็น ได้แก่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การใช้ทรัพยากร การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ความปลอดภัย และผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ยั่งยืน ทำให้บริษัทฯ ต้องพัฒนาระบบและกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมไปถึงประเด็นด้านความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นด้านความยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังมีผลโดยตรงต่อผลการดำเนินงานด้านการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างคุณค่าในระยะยาวของธุรกิจด้วย
สามารถศึกษาประเด็นผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่มีนัยสำคัญของบริษัทฯ เพิ่มเติมได้จากตารางนี้ และในบทเฉพาะของแต่ละประเด็น
| ประเด็นที่มี ความสำคัญสูง |
ประเด็นย่อย | ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาส (IROs) | ผลกระทบในห่วงโซ่ คุณค่า |
Time horizon | |
|---|---|---|---|---|---|
| 1.การควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม |
|
Actual negative impacts | การกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ที่ไม่เพียงพออาจนำไปสู่การปนเปื้อนของน้ำเสียหรือของเสียในสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ เสียง หรือกลิ่นเกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ รวมถึงก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว |
Own operation
|
Medium term
|
| Actual positive impacts | การควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดการปล่อยมลพิษสู่แหล่งน้ำ อากาศ และพื้นที่โดยรอบ ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน (SDG 3) และช่วยยกระดับความน่าอยู่และความปลอดภัยของชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม (SDG 11) |
Downstream
|
Long term
|
||
| Financial risks | การควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีพออาจนำไปสู่ค่าปรับและบทลงโทษตามกฎหมายค่าใช้จ่ายในการแก้ไขและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสูญเสียรายได้จากผลกระทบด้านชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้าและผู้เช่าตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องส่งผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ความสามารถในการทำกำไร และมูลค่าทรัพย์สิน |
Own operation
|
Short term
|
||
| 2.สภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก |
|
Actual negative impacts | การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในนิคมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการภายในพื้นที่มีส่วนเร่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และความถี่ในการเกิดขึ้นของเหตุการณ์สภาพอากาศแปรปรวนที่กระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศโดยรอบ |
Own operation
- Downstream |
Long term
|
| Actual positive impact | การร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพจากการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยบรรเทาความรุนแรงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยสนับสนุนความสำเร็จของเป้าหมายการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) โดยตรง และยังส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน (SDG 3) และการพัฒนาเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (SDG 11) |
Own operation
- Downstream |
Long term
|
||
| Financial risks | การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่เพียงพออาจนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ ลดความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมในการดึงดูดและรักษาลูกค้าหรือผู้เช่าที่มีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมีข้อกำหนดด้าน ESG จากบริษัทแม่และตลาดต่างประเทศ ส่งผลต่ออัตราการเช่า รายได้ระยะยาว มูลค่าทรัพย์สิน และชื่อเสียงขององค์กร เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน น้ำแล้ง หรือพายุ อาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานของนิคมฯ ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการให้บริการแก่ผู้เช่า เพิ่มต้นทุนการซ่อมแซม หรือการลงทุนในการป้องกัน เพิ่มต้นทุนการประกันภัย และการจัดการเหตุฉุกเฉิน |
Upstream
- Own operation |
Medium term
|
||
| Opportunities | การพัฒนาและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน ระบบสาธารณูปโภคที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนผู้ประกอบการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและระบบสาธารณูปโภคที่ยืดหยุ่น เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำ และบริการพื้นฐานที่สามารถรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ โดยยังคงความต่อเนื่องของการให้บริการ ช่วยลดความเสี่ยงการหยุดชะงัก และรองรับการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดลูกค้าและผู้เช่าที่มุ่งเน้น ESG และเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวหรือโครงการด้านสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น |
Upstream
- Own operation |
Medium to long term
|
| 3.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทางเลือก |
|
Actual positive impacts | การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในนิคมอุตสาหกรรมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน (SDG 7) การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) และยกระดับคุณภาพชีวิตและความน่าอยู่ของชุมชนโดยรอบ (SDG 11) |
Own operation
- Downstream |
Short to medium term
|
| Financial risks | การไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการพึ่งพาแหล่งพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก อาจทำให้ต้นทุนพลังงานของระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานผันผวนหรือมีมาตรการด้านคาร์บอนและพลังงานที่เข้มงวดขึ้น และลดทอนความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมในการรองรับความต้องการของลูกค้าด้านต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้และด้าน ESG ส่งผลต่อความสามารถในการดึงดูดลูกค้าหรือผู้เช่าใหม่และรักษาลูกค้าหรือผู้เช่าปัจจุบัน อาจนำไปสู่การลดลงของอัตราการเช่า รายได้ระยะยาว และมูลค่าทรัพย์สินของบริษัท รวมถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว |
Own operation
|
Medium term
|
||
| Opportunities | การลงทุนในระบบพลังงานประสิทธิภาพสูงและพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยลดต้นทุนพลังงานระยะยาว เพิ่มเสถียรภาพของระบบสาธารณูปโภค สร้างจุดขายให้กับนิคมอุตสาหกรรมในการดึงดูดลูกค้าและผู้เช่าที่มีเป้าหมายด้านการลดคาร์บอน และเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวหรือโครงการสนับสนุนด้านพลังงานสะอาด |
Own operation
|
Medium to long term
|
| 4.น้ำใช้และน้ำทิ้งของอุตสาหกรรม |
|
Potential negative impacts | การใช้น้ำและการจัดการน้ำเสียอย่างไม่มีประสิทธิภาพในระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม อาจทำให้เกิดการใช้น้ำเกินศักยภาพของแหล่งน้ำ การปล่อยน้ำทิ้งที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และการเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชน คุณภาพสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศโดยรอบ |
Upstream
- Own operation |
Long term
|
| Actual positive impacts | การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง และการปรับปรุงคุณภาพแหล่งน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรม ช่วยสนับสนุนการเข้าถึงน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (SDG 6) ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน (SDG 3) และช่วยยกระดับความยั่งยืนและความน่าอยู่ของชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม (SDG 11) |
Own operation
|
Medium term
|
||
| Financial risks | การขาดแคลนน้ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดหาน้ำให้เพียงพอและมีคุณภาพตามความต้องการของลูกค้าและผู้เช่า ส่งผลให้เกิดต้นทุนในการจัดหาน้ำเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและแหล่งน้ำสำรอง และเกิดความเสี่ยงที่การดำเนินงานของลูกค้าและผู้เช่าอาจหยุดชะงัก ส่งผลต่อการถูกปรับตามสัญญาซื้อขาย สถานการณ์ดังกล่าวอาจลดทอนความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมในการดึงดูดและรักษาลูกค้าและผู้เช่า ส่งผลกระทบต่อรายได้จากค่าน้ำและบริการสาธารณูปโภค รวมถึงมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว |
Own operation
|
Long term
|
||
| Opportunities | การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เช่น แหล่งน้ำดิบสำรอง ระบบผลิตและกักเก็บน้ำ ระบบน้ำนำกลับมาใช้ซ้ำ (reclaimed water) และระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ลดต้นทุนในระยะยาว และยกระดับความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมในการรองรับลูกค้าและผู้เช่าที่มีความต้องการด้านน้ำหรือมีข้อกำหนดด้าน ESG สูง รวมถึงมีโอกาสในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ด้านการบริการน้ำเพิ่มขึ้น |
Own operation
|
Medium to long term
|
| 7.ความรับผิดชอบต่อลูกค้า |
|
Potential negative impacts | การให้บริการและการดูแลลูกค้าและผู้เช่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น คุณภาพสาธารณูปโภคที่ไม่สม่ำเสมอ การจัดการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือการตอบสนองต่อปัญหาที่ล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย การดำเนินงาน และความเชื่อมั่นของลูกค้า รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักหรือความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินงานของลูกค้าและผู้เช่า |
Own operation
|
Short term
|
| Financial risks | หากบริษัทฯ ไม่สามารถรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าและบริการ สาธารณูปโภค ความปลอดภัย และการสื่อสารกับลูกค้าและผู้เช่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การบอกเลิกสัญญา หรือการไม่ต่ออายุการเช่า ส่งผลให้รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการสาธารณูปโภคลดลง รวมถึงต้นทุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหา การชดเชยหรือเยียวยาความเสียหาย และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนกระทบมูลค่าทรัพย์สินของนิคมในระยะยาว |
Own operation
|
Medium term
|
||
| Opportunities | การยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าและการบริการ ตลอดจนระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้ปัญหา ความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าและผู้เช่าได้อย่างทันท่วงที การสื่อสารเชิงรุกและการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส เช่น ข้อมูลด้านสาธารณูปโภค การบริหารความเสี่ยง และเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความไม่แน่นอนในการดำเนินงานของลูกค้าและผู้เช่า เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของนิคมฯ และลดข้อร้องเรียนหรือความขัดแย้ง ส่งผลให้เกิดรายได้ที่ต่อเนื่อง และสามารถดึงดูดลูกค้าและผู้เช่ากลุ่มเป้าหมายใหม่ได้ |
Own operation
|
Short to medium term
|
| 8.การพัฒนาและรักษาพนักงาน |
|
Actual negative impacts | การขาดการพัฒนาและรักษาพนักงานอาจทำให้พนักงานมีภาระงานสูง ความเครียด และขาดโอกาสพัฒนาทักษะ ส่งผลต่อความปลอดภัย ขวัญกำลังใจ คุณภาพการทำงาน และความต่อเนื่องของการให้บริการในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อลูกค้าและผู้เช่า ผู้ใช้บริการ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง |
Own operation
|
Short term
|
| Actual positive impacts | การพัฒนาและรักษาพนักงานอย่างต่อเนื่องช่วยยกระดับทักษะ ความสามารถ และความมั่นคงในการจ้างงานของพนักงาน ทำให้พนักงานมีโอกาสในการเติบโตในอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีแรงจูงใจในการทำงาน (SDG 8) การพัฒนาศักยภาพพนักงานอย่างเท่าเทียมช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสในการเรียนรู้และความก้าวหน้าในองค์กร (SDG 10) |
Own operation
|
Medium term
|
||
| Financial risks | การขาดบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์เพียงพอเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินงานหรือเกิดความผิดพลาดในระบบสาธารณูปโภคและการบริการ ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนการแก้ไขปัญหา ค่าใช้จ่ายในการเยียวยาหรือค่าปรับจากเหตุขัดข้อง หรือการหยุดชะงักของการให้บริการแก่ลูกค้าและผู้เช่า ส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้า และรายได้จากค่าบริการสาธารณูปโภคและค่าเช่าในระยะยาว นอกจากนี้ การที่ไม่สามารถรักษาพนักงานที่มีทักษะเฉพาะด้าน ทำให้เพิ่มต้นทุนการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนแฝงจากช่วงเวลาที่ตำแหน่งงานขาดความต่อเนื่อง และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่านบุคลากร |
Own operation
|
Short term
|
||
| Opportunities | การพัฒนาและรักษาพนักงานช่วยลดต้นทุนการสรรหาและฝึกอบรม เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและผู้เช่า พนักงานที่มีทักษะและความพร้อมยังช่วยให้บริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจการให้บริการ ระบบสาธารณูปโภค และพัฒนาโครงการใหม่ได้ตามแผนธุรกิจ |
Own operation
|
Medium to long term
|
| 10.การบริหารจัดการจราจรและความปลอดภัยทางถนน |
|
Actual negative impacts | ปัญหาการจราจรติดขัด คุณภาพผิวถนนที่ชำรุด สิ่งกีดขวางและไฟส่องสว่างที่ไม่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ถนนที่ไม่ปลอดภัยของผู้ใช้ถนน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการสูญเสียชีวิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ต้องเดินทางในนิคมฯ เช่น พนักงานของบริษัทฯ พนักงานของลูกค้า ผู้ขนส่ง และผู้ร่วมใช้เส้นทาง เช่น ชุมชนโดยรอบ ทำให้การเดินทางและการขนส่งล่าช้า เพิ่มความเครียดและความไม่ปลอดภัยในการสัญจร และลดคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความขัดแย้งกับชุมชนและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ |
Own operation
- Downstream |
Short term
|
| Financial risks | การจัดการจราจรและความปลอดภัยทางถนนที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทฯ ได้หลายมิติ การขนส่งล่าช้าและสินค้าเข้าออกนิคมฯ ได้ล่าช้า ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของลูกค้าและผู้เช่า และอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียนหรือการเรียกร้องค่าเสียหาย ปัญหาการจราจรและความปลอดภัยทางถนนอาจลดความน่าสนใจของนิคมอุตสาหกรรมในการดึงดูดและรักษาลูกค้าและผู้เช่า ส่งผลกระทบต่ออัตราการเช่า รายได้จากการขายที่ดิน ค่าเช่าและค่าบริการ รวมถึงมูลค่าทรัพย์สินและชื่อเสียงของนิคมอุตสาหกรรมในสายตานักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย |
Own operation
|
Medium term
|
| 11.สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน |
|
Potential negative impacts | หากมีการควบคุมและจัดการผลกระทบจากการดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่ดีพอ ทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสังคม อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ น้ำ เสียง หรือกลิ่น รวมถึงความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและการจราจร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ตลอดจนเพิ่มภาระด้านสาธารณสุขและความขัดแย้งกับชุมชนในระยะยาว |
Own operation
|
Short to medium term
|
| Actual positive impacts | การดำเนินบทบาทเชิงรุกของนิคมอุตสาหกรรมในการพัฒนาพื้นที่และการอยู่ร่วมกับชุมชน เช่น การร่วมวางแผนด้านสุขภาพและความปลอดภัย การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานชุมชน การสื่อสารเชิงป้องกัน และการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย และการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่(SDG 3) และส่งเสริมความเข้มแข็ง ความน่าอยู่ และความยั่งยืนของชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม (SDG 11) |
Own operation
|
Medium to long term
|
||
| Financial risks | หากบริษัทฯไม่สามารถบริหารจัดการผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนได้อย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การคัดค้านจากชุมชน การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ หรือข้อจำกัดในการขยายโครงการ ส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมด้านการแก้ไขปัญหา การเยียวยา การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับชุมชนในระยะยาวอาจกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความสามารถในการดึงดูดลูกค้าและผู้เช่าใหม่ ส่งผลต่ออัตราการเช่า รายได้จากการขายที่ดิน ค่าเช่าและค่าบริการ รวมถึงมูลค่าทรัพย์สินของนิคมอุตสาหกรรม |
Own operation
|
Short to medium term
|
| 16.ผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน |
|
Actual positive impacts | การพัฒนาและให้บริการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน โดยเฉพาะโซลูชันคาร์บอนต่ำ เช่น ระบบสาธารณูปโภคที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานหมุนเวียน ระบบผลิตและจำหน่ายพลังงานสะอาด ระบบจัดการน้ำและของเสียที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการบริการที่สนับสนุนการลดคาร์บอนและการจัดการข้อมูลด้าน ESG ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในนิคมฯ และสนับสนุนการดำเนินงานของลูกค้าและผู้เช่าให้สามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในการผลิต สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศและห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำของลูกค้าและตลาดต่างประเทศ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ในระยะยาว |
Own operation
|
Medium term
|
| Financial risks | หากบริษัทฯ ไม่สามารถพัฒนาและให้บริการผลิตภัณฑ์และการบริการคาร์บอนต่ำได้อย่างเพียงพอ อาจทำให้นิคมฯ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้เช่าที่มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น net zero, science-based targets หรือข้อกำหนดด้านคาร์บอนจากบริษัทแม่ ลูกค้า และตลาดส่งออก ส่งผลให้ความสามารถในการดึงดูดและรักษาลูกค้าและผู้เช่าลดลง อาจสูญเสียรายได้หรือโอกาสในการขายลูกค้าชั้นนำ ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงด้านชื่อเสียงที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่รับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ |
Own operation
|
Medium to long term
|
หลังจากที่ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนประจำปี 2568 ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว ประเด็นที่มีระดับความสำคัญสูงซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเด็นสำคัญเชิงกลยุทธ์ (strategic priorities) ได้ถูกนำไปกำหนดเป็นเป้าหมายขององค์กร กลยุทธ์ และแนวทางการบริหารจัดการ และนำความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความยั่งยืนที่ระบุได้ไปใช้เป็นข้อมูลในการทบทวนความเสี่ยงองค์กรประจำปี (enterprise risk management) เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงจากประเด็นเหล่านี้ต่อไป
ประเด็นสำคัญเชิงกลยุทธ์ได้ถูกนำมาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ “ABCD” และใช้ในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งประกอบด้วย
(A) กลยุทธ์การบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน (Responsible and Sustainable Consumption Strategy) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
(B) กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Strategy) ที่มุ่งสู่เป้าหมายเมืองที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2583 โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น การลดปริมาณขยะที่ส่งกำจัดด้วยวิธีฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด และการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน (Climate Resilience City)
(C) กลยุทธ์ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ (Innovation Strategy to Uplift Product & Service Quality) มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ช่วยลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสามารถลดต้นทุนและสร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ ได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งภายในองค์กรและร่วมมือกับองค์กรภายนอก เพื่อยกระดับบริการด้านอุตสาหกรรมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
(D) กลยุทธ์ด้านการเพิ่มการสร้างคุณค่าร่วมและผลกระทบเพื่อส่วนรวม (Strategy to Enhancing Shared Value Creation and Collective Impact) มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ผ่านความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรท้องถิ่น เพื่อร่วมกันดูแลและพัฒนาชุมชน ตลอดจนสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรวม
ประเด็นสำคัญเชิงกลยุทธ์และประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนอื่น ๆ ได้นำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัด (ESG-related Key Performance Indicators) ที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ของการดำเนินงานทั้งระดับองค์กร ระดับฝ่าย และระดับโครงการ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารและพนักงานในระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ
+84 251 3991 007 (ใต้)
+84 203 3567 007 (เหนือ)
+95 1 230 5627
(+856) 21 810007
(+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
(+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)
© AMATA CORPORATION PCL. All rights reserved. Web by Toneyes