การดูแลและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยง โอกาส
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมนั้นเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสียที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนที่อยู่อาศัยโดยรอบหากไม่มีการควบคุมดูแลที่ดี นำมาซึ่งการขาดความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม การต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นในการขยายธุรกิจในอนาคต และอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจได้ การมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทฯ มีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งแวดล้อมจะได้รับการดูแลตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มมีความมั่นใจในการทำงานของบริษัทฯ มากขึ้นและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น และบริษัทฯ สามารถส่งมอบองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินโครงการอยู่ได้ต่อไป

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งที่กระทำโดยบริษัทฯ หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทฯ อาทิ คู่ค้า ผู้รับเหมา ลูกค้าที่เป็นผู้เช่าและผู้ประกอบการโรงงาน บริษัทฯ จึงกำหนดไว้ใน “นโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม”นโยบายการบริหารจัดการของเสีย” “นโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” ถึงความมุ่งมั่นในการควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือดีกว่า ครอบคลุมไปถึงการดำเนินงานของคู่ค้า ผู้รับเหมา ลูกค้าที่เป็นผู้เช่าและผู้ประกอบการโรงงาน ที่บริษัทฯ ต้องกำกับดูแลและส่งเสริมให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสอดคล้องตามนโยบายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ เช่นกัน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและต่อผู้มีส่วนได้เสียที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ จึงได้ทำการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงการกำกับดูแลการทำงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา และติดตามสอดส่องดูแลการดำเนินธุรกิจของผู้เช่าและผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมได้ จากการประเมินผลกระทบพบว่า มลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ขยะและของเสียจากอุตสาหกรรม มลพิษทางน้ำ เสียงและกลิ่นรบกวนจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ดังนั้น บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการเพื่อดูแลและควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือดีกว่า โดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และยึดมั่นปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม มาตรการที่กำหนดเอาไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของในประเทศและระดับสากลอย่างเคร่งครัด อาทิ มาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งบริษัทฯ รับการรับรองครอบคลุมร้อยละ 100 ของพื้นที่ดำเนินงานตามขอบเขตการรายงานของรายงานความยั่งยืนฉบับนี้ ตลอดจนส่งเสริมคู่ค้า ผู้รับเหมา ลูกค้าที่เป็นผู้เช่าและผู้ประกอบการโรงงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการผลกระทบจากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและให้ความร่วมมือในการลดการก่อมลพิษในทุกด้าน โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายปี 2568 ว่าไม่มีเหตุการณ์การละเมิดกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม หรือถูกปรับอย่างมีนัยสำคัญ และตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดทุกรายการ

บริษัทฯ ได้ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในการกำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมของอมตะทั้งสองแห่งให้ดำเนินการตามกรอบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ตลอดจนนโยบายของทั้งสองหน่วยงานเพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมต่อชุมชนข้างเคียง และส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมด้วยหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยมีผลการดำเนินงาน ดังนี้

ศึกษารายละเอียดนโยบายได้ที่นี่

การดำเนินงานตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

1.ศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Monitoring and Control Center: EMCC)

บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากโรงงานสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือ EMCC ขึ้นในปี 2556 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง ให้มีตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เช่น มลพิษอากาศ น้ำทิ้ง โดยข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากทั้งสองพื้นที่จะถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์ EMCC ด้วยระบบแสดงผลออนไลน์ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง จำนวน 5 ระบบ  ได้แก่

1) ระบบฐานข้อมูลส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม

เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณน้ำเสีย คุณภาพน้ำเสีย ปริมาณกากของเสีย และคุณภาพอากาศ เป็นต้น

2) ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งหลังผ่านการบำบัดจากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม

 เป็นระบบที่เชื่อมโยงผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหลังผ่านการบำบัด ด้วยเครื่อง BOD Online และ COD Online จากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมมายังศูนย์ EMCC โดยหากพบว่าคุณภาพน้ำทิ้งเกินมาตรฐานตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ทางศูนย์ EMCC จะแจ้งเตือนไปที่ศูนย์ควบคุมน้ำเสียส่วนกลาง เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและทำการแก้ไขโดยทันที

3) ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป

บริษัทฯ ได้พิจารณาแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศจากการดำเนินงานภายใต้การควบคุมของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานอาคารสำนักงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน พบว่าไม่มีแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) หรือมลพิษทางอากาศอื่นที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการประเด็นคุณภาพอากาศผ่านการกำกับดูแลผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศโดยรอบพื้นที่ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จัดให้มีระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศผ่านสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่อง (Air Quality Monitoring Station : AQMS) ของพื้นที่ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี จำนวน 4 สถานี คือ วัดอู่ตะเภา วัดมาบสามเกลียว โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ และวัดอ้อมแก้ว และพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง จำนวน 2 สถานี คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาบยางพร และวัดพนานิคม ชนิดของมลพิษทางอากาศที่จะทำการตรวจวัดและนำมาวิเคราะห์คุณภาพอากาศ ได้แก่ ฝุ่นละอองรวม (TSP) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) รวมถึงการวัดความเร็วและทิศทางลม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการแพร่กระจายของมลพิษและแหล่งกำเนิดของมลพิษอากาศ รวมทั้งสามารถตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่องได้ด้วย เพื่อใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนในการคาดการณ์สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ และอุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด เพื่อประเมินสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

4) ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพอากาศจากปล่องระบายของโรงงานอุตสาหกรรม

แม้ว่าบริษัทฯ จะไม่มีกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษอากาศจากธุรกิจโดยตรงและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการปล่อยมลพิษของโรงงานได้ แต่บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับระบบติดตามและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยการเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม และระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศจากปล่องอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) กับฐานข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของนิคมอุตสาหกรรมในภาพรวม (Emission Inventory) เพื่อการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม (Emission Loading) หากพบว่าโรงงานมีการปล่อยค่ามลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน ศูนย์ EMCC จะมีการแจ้งเตือนไปยังโรงงานที่มีการปล่อยมลพิษเกิน ให้ทำการตรวจสอบและรายงานสาเหตุ เพื่อแก้ไขปรับปรุงทันที

5) ระบบการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จากกล้องวงจรปิด (CCTV)

เพื่อประมวลผลและใช้วางแผนงานด้านความปลอดภัยและจราจร รวมถึงการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ

การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของศูนย์ EMCC เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้ว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างมากและติดตามคุณภาพของสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะได้อย่างทันท่วงที โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมอมตะไปยังศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ศสป. กนอ.) ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยด้วย

ในปี 2568 บริษัทฯ และโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่งไม่มีเหตุการณ์ที่ละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด และค่าตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ตรวจวัด ได้แก่ คุณภาพอากาศ และคุณภาพน้ำทิ้งหลังผ่านการบำบัดจากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง อยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดทุกรายการ

2. การเปิดเผยผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring Report)

บริษัทฯ จัดทำรายงานการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring Report) เป็นประจำทุก 6 เดือน โดยจัดส่งให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เพื่อเปิดเผยผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ของทั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และนำเสนอให้คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมทั้งสองนิคมฯ ซึ่งประกอบด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนชุมชน และผู้แทนโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ รับทราบเป็นประจำทุก 6 เดือนด้วย

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำเสนอผลในรายงาน EIA Monitoring ต่อคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของทั้งสองนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะกรรมกา

1) ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัญหาข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

2) รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม

3) ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมให้แก่ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม

คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของทั้งสองนิคมอุตสาหกรรมไม่มีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการทำงานของบริษัทฯ โดยตรง แต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของลูกค้าผู้ประกอบการโรงงานและผู้รับเหมาของบริษัทฯ ที่ต้องการให้บริษัทฯ ช่วยดูแล นอกจากนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะที่เสนอให้บริษัทฯ นำไปพัฒนาโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้งสองแห่งในปีต่อไป ดังนี้

ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม

อมตะซิตี้ ชลบุรี

  • พื้นที่สีเขียวที่เป็นแนว Buffer Zone ของโครงการฝั่งที่ติดกับชุมชนต่าง ๆ ขอให้อมตะมีการวัดระยะ นับจำนวน และเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นกับชุมชน เช่น ปัญหาด้านกลิ่นเหม็นรบกวน ฝุ่นละออง และเสียงดัง จากโรงงานต่างๆ เป็นต้น
  • เพิ่มการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจด้านการจัดการน้ำเสียและขยะให้แก่คนในชุมชนใกล้เคียง เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำเสียและขยะจากชุมชนที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำผิวดินและระบบการจัดการขยะของพื้นที่ โดยขยายการดำเนินโครงการชุมชนต้นแบบหนองไม้แดงด้านการจัดการน้ำเสียและขยะอย่างยั่งยืนไปยังชุมชนอื่น ๆ รอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เช่น ชุมชนคลองตำหรุ ชุมชนดอนหัวฬ่อ ชุมชนนาป่า และชุมชนอื่น ๆ ในอนาคต
  • ดูแลแก้ไขปัญหาการจราจรในบางจุดที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างนิคมฯ กับพื้นที่ชุมชน เพื่อให้การระบายการจราจรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเสนอให้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่ออำนวยความสะดวกในช่วงเวลาเร่งด่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างนิคมฯ กับพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ รวมทั้งเสนอให้เพิ่มการใช้ Application สำหรับการติดตามและตรวจสอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในนิคมฯ ร่วมกับระบบ CCTV เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรและการจัดการอุบัติเหตุ ส่งเสริมการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็น Smart Safety และสนับสนุนให้ขยายโครงการ Safety Road ของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ไปยังโครงการอื่น ๆ ของกลุ่มอมตะ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่อไป
  • ขยายโครงการ Farm to Factory ให้ครอบคลุมชุมชนรอบนิคมฯ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคภายในโรงงานได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งส่งเสริมและประชาสัมพันธ์โครงการให้โรงงานในนิคมฯ มีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อขยายฐานตลาดผู้บริโภคให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ Farm to Factory ทั้งในรูปแบบครัวโรงงานและตลาดนัดโรงงาน รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมฯ และชมรม CSR ในนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการ “อมตะชวนช็อป” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน
  • ทำการสำรวจและจัดทำข้อมูลสัดส่วนแรงงานที่ทำงานภายในโครงการ โดยแยกระหว่างประชาชนภายในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและพื้นที่ภายนอก พร้อมทั้งสนับสนุนให้ลูกค้าผู้ประกอบการและบริษัทคู่ค้าที่เข้ามาดำเนินโครงการภายในนิคมฯ ส่งเสริมการจ้างงานคนในพื้นที่ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานและสร้างโอกาสด้านอาชีพให้กับประชาชนในชุมชนโดยรอบ
  • ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและจัดทำมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรณรงค์ ลด และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนนภายในนิคมฯ เนื่องจากสถิติอุบัติเหตุในพื้นที่นิคมฯ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2567
  • เพิ่มการสื่อสารกับชุมชนให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมหรือการพัฒนาโครงการใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียง รวมทั้งพัฒนาระบบการสื่อสารกับสาธารณชนให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

อมตะซิตี้ ระยอง

  • เพิ่มการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายความปลอดภัยและการสร้างวินัยจราจรภายในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติ เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุที่อาจส่งผลกระทบกับชุมชนได้
  • ดูแลการบริหารจัดการจราจร และการแก้ไขปัญหาจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน การระบายการจราจรที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการอำนวยความสะดวกในด้านการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนให้กับชุมชน รวมทั้ง การควบคุมความเร็วรถ ให้มีการประสานงานกับตำรวจสร้างกลุ่มเครือข่ายร่วมกัน เพื่อกำหนดให้มีวินัยจราจรที่เข้มงวดมากขึ้น
  • เสนอให้อมตะพิจารณาเพิ่มจำนวนการสนับสนุนหมวกกันน็อกสำหรับผู้ปกครอง นอกเหนือจากที่ได้สนับสนุนหมวกกันน็อกให้แก่นักเรียนแล้ว เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองที่ยังไม่มีหมวกกันน็อกและไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอสามารถใช้รถจักรยานยนต์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
  • สนับสนุนการติดตั้งเครื่องหมายจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนและพื้นที่โดยรอบนิคมฯ เพื่อช่วยชะลอความเร็วของยานพาหนะและอำนวยความสะดวกให้นักเรียนสามารถข้ามถนนในช่วงเวลาเร่งด่วนได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งขอให้เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนสำหรับนักเรียนในโรงเรียนรอบพื้นที่นิคมฯ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและความปลอดภัยของชุมชน
  • สนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมประเพณีของชุมชน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบ
  • สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการคัดแยกขยะ หรือจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะให้กับชุมชน เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างถูกวิธีและสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชุมชน
  • ติดตามและดูแลการระบายมลพิษทางอากาศจากปล่องของโรงงาน และเฝ้าระวังกลิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐ 

1.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Estate)

บริษัทฯ ได้ดำเนินการร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่งสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามนโยบายของรัฐบาล

บริษัทฯ ได้ดำเนินการร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่งสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามนโยบายของรัฐบาล บริษัทฯ ได้นำกรอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมาประยุกต์ในการดำเนินกิจการ โดยกรอบการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 5 มิติ 22 ด้าน ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียหลักของบริษัทฯ ได้แก่ ชุมชน ผู้ประกอบการ พนักงานในบริษัท พนักงานในโรงงาน และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ระดับในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ Eco-Champion ระดับ Eco-Excellence และระดับ Eco-World Class ซึ่งในอนาคต การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีแผนที่จะพัฒนาร่างเกณฑ์ตัวชี้วัดจากเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco I.E.) เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืน (SDGs I.E.) ต่อไป

การพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ไปสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ นั้น บริษัทฯ ได้มีการดำเนินกิจกรรมและโครงการมากมาย ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการการจัดการระบบจราจร และคณะกรรมการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม การสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน การจัดการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร การตรวจเฝ้าระวังคุณภาพทางสิ่งแวดล้อม การจัดการมลภาวะทางน้ำ กากของเสีย มลภาวะทางเสียง ฝุ่น ควัน วัดระดับมลพิษ และเปิดเผยผลการดำเนินงานสู่สาธารณะ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและโรงงาน เป็นต้น รวมไปถึงการพัฒนาระบบการใช้งานภายในองค์กรที่สามารถใช้ระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่ทันสมัยต่าง ๆ

ปี 2568 บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco-Excellence : E2 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สำหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และปีที่ 7 สำหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2568 โดยเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 คุณนำชัย นิลทอง ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco-Excellence ในงาน Eco Innovation Forum 2025 ภายใต้แนวคิด Transforming through Sustainable Industries พัฒนาประเทศไทยด้วยอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืน จัดโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งการรับรองการเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco-Excellence นั้น จะมอบให้กับนิคมอุตสาหกรรมที่สามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนบนพื้นฐานความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

2. การตรวจสอบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้จัดทำโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ธงขาวดาวเขียว (Green Star Award) โดยดำเนินการผ่าน “คณะกรรมการกำกับการตรวจประเมินโรงงาน” ซึ่งประกอบไปด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานราชการท้องถิ่น ชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบนิคมอุตสาหกรรม และบริษัทฯ ในฐานะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบ กำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง ตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานโดยมีผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญเข้าให้คำปรึกษาในด้านระบบการบริหารจัดการภายในโรงงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย การให้ผู้แทนจากหน่วยงานราชการท้องถิ่น และผู้นำชุมชนเข้าตรวจประเมิน และเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับชุมชนท้องถิ่น โดยมีเกณฑ์การประเมินโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ธงขาวดาวเขียว มีทั้งสิ้น 5 มิติ 13 หัวข้อ

  • มิติกายภาพ

    1. การจัดการพื้นที่สีเขียว
    2. ระบบการระบายน้ำ

  • มิติเศรษฐกิจ

    3. การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน

  • มิติสิ่งแวดล้อม

    4. การจัดการน้ำ/การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ/การลดการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานทางเลือก

    5. การจัดการกากอุตสาหกรรม/ปฏิกูล/ขยะมูลฝอย และการดูแลถังบรรจุภัณฑ์ (วัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์)

    6. การจัดการคุณภาพอากาศ

    7. การจัดการไอระเหยของสารเคมี/การบริหารจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต PSM

    8. ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน

    9. การจัดการอุบัติเหตุ/อุบัติภัย

    10. ข้อร้องเรียน

  • มิติสังคม

    11. คุณภาพชีวิต และสังคมของพนักงานในโรงงาน

    12. คุณภาพชีวิตและสังคมของชุมชนโดยรอบ

  • มิติการบริหารจัดการ

    13. การบริหารจัดการโรงงาน

ในปี 2568 มีโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เข้าร่วมตรวจประเมินจำนวน 14 โรงงาน นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง มีโรงงานผู้ประกอบการเข้าร่วมตรวจประเมินจำนวน 9 โรงงาน และบริษัทฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของโครงการและได้ตรวจประเมินโรงงาน ผลการตรวจประเมินพบว่าทุกโรงงานที่เข้ารับการตรวจประเมินในโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (ธงขาวดาวเขียว) ผ่านเกณฑ์ประเมินมากกว่า 80% ทุกโรงงาน ซึ่งจัดอยู่ในระดับดี-ดีเยี่ยม

การบริหารจัดการข้อร้องเรียนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางในการรับข้อร้องเรียนที่หลากหลายเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยตรง บริษัทฯ มีการดำเนินการรับข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบตามมาตรฐาน ISO 14001: 2015 เพื่อจำแนกและจัดการข้อร้องเรียนแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ช่องทางในการรับข้อร้องเรียน

ช่องทาง Online:

  • Line@: @AmataCity, @AmataCityRayong
  • Facebook Page: AMATACorp
  • โทรศัพท์: 038-213-191

ช่องทาง Offline:

  • การประชุมคณะกรรมการชุมชน
  • การประชุมชมรมลูกค้าและผู้ประกอบการในนิคม

การบันทึกรายการ และการประเมิน

  • รายการร้องเรียนจากช่องทางต่าง ๆ ถูกบันทึกในระบบจัดการข้อร้องเรียน

  • ระบบจะส่งข้อร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยอัตนโนมัติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการและแก้ไข

การบริหารจัดการและการแก้ไข

  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบรายการข้อร้องเรียน และประเมินระยะเวลาการแก้ไข
  • ดำเนินการแก้ไขจนแล้วเสร็จ
  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามความเหมาะสม
  • กำหนดมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดซ้ำ และติดตามตรวจสอบเป็นประจำ

การรายงานผล

  • รายงานผลการจัดการข้อร้องเรียนต่อผู้มีส่วนได้เสีย

  • รายงานสรุปกระบวนการแก้ไขข้อร้องเรียนต่อผู้บริหารเป็นประจำ 

  • เปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการข้อร้องเรียนในรายงานความยั่งยืนประจำปี

การบริหารจัดการข้อร้องเรียนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการจัดการกับผู้เช่าหรือลูกค้าผู้ประกอบการโรงงานที่สร้างผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยตรง ต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐ อาทิ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบกับการพิจารณาระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทางในการแก้ไข รวมถึงการวิเคราะห์สาเหตุเพื่อหาแนวทางการป้องกันจากต้นทาง โดยสามารถแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระดับ คือ

1). การให้คำปรึกษา

เมื่อข้อร้องเรียนที่พบเกิดขึ้นจากกระบวนการในโรงงานของลูกค้า หรือในพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ จะพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำลูกค้าในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และแนวทางการแก้ไขในเบื้องต้น รวมถึงการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานในภาครัฐในการดำเนินการปรับปรุง

2) การดำเนินการผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ในกรณีที่ข้อร้องเรียนไม่ได้รับการแก้ไข และมีการร้องเรียนเกิดขึ้นซ้ำอีก บริษัทฯ จะยื่นเรื่องผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการ รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับดูแลเพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการ วิเคราะห์สาเหตุ และวิธีการป้องกันต่อไป

ผลการดำเนินการ

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางต่าง ๆ รวม 24 รายการ เป็นข้อร้องเรียนระหว่างโรงงานต่อโรงงานจำนวน 17 รายการ  และข้อร้องเรียนระหว่างชุมชนและโรงงานจำนวน 7 รายการ ข้อร้องเรียนดังกล่าวบริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าตรวจสอบพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ และผู้แทนชุมชน เพื่อดำเนินการแก้ไข และป้องกันการเกิดซ้ำ โดยข้อร้องเรียนได้รับการแก้ไขแล้วเสร็จจำนวน 24 รายการคิดเป็นร้อยละ 100

ข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อม
ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อมตะซิตี้ ระยอง และอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี

ประเภทข้อร้องเรียน 2565 2566 2567 2568
อมตะซิตี้
ชลบุรี
อมตะซิตี้
ระยอง
โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา อมตะซิตี้
ชลบุรี
อมตะซิตี้
ระยอง
โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา อมตะซิตี้
ชลบุรี
อมตะซิตี้
ระยอง
โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา อมตะซิตี้
ชลบุรี
อมตะซิตี้
ระยอง
โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
การดำเนินงานของบริษัทฯ โดยตรง 0 0 - 0 0 1 0 0 2 0 0 0
ระหว่างโรงงาน 4 8 - 1 7 - 1 5 - 6 11 0
ระหว่างชุมชนกับโรงงาน 3 4 - 2 8 - 2 5 - 0 7 0
รวมทุกประเภท 19 19 15 24
ข้อร้องเรียนที่ได้รับการแก้ไขแล้วเสร็จ 100% 100% - 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100% 100%

บริษัทฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมที่มีนัยสำคัญจากผู้มีส่วนได้เสียต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยตรง และไม่ได้รับข้อร้องเรียนด้านการละเมิดข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญถึงขั้นถูกปรับ ส่วนข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นระหว่างโรงงาน และระหว่างชุมชนกับโรงงาน พบว่าเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาด้านกลิ่น และข้อกังวลเกี่ยวกับน้ำเสีย ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้าไปช่วยประสานงานแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม และให้ความช่วยเหลือโรงงานในการปรับปรุงการดำเนินงานของโรงงานเพื่อลดปัญหาเรื่องกลิ่น พร้อมตรวจสอบระบบน้ำเสียจากโรงงานสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนโดยรอบ

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)