การดูแล การพัฒนา และการรักษาพนักงาน

ความเสี่ยง โอกาส
การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม การไม่เลือกปฏิบัติ และการเคารพสิทธิของพนักงาน อาจส่งผลต่อการรักษาและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ กระทบต่อขวัญกำลังใจ ประสิทธิภาพการทำงาน และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ หากบริษัทฯ ไม่สามารถพัฒนาทักษะความรู้ และขีดความสามารถที่จำเป็นให้แก่พนักงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เทคโนโลยี กฎระเบียบ และความคาดหวังของลูกค้าและผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม อาจทำให้บริษัทฯ ขาดความพร้อมในการให้บริการ สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต การพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่ส่งเสริมความเป็นธรรม การเคารพสิทธิ และการพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง สนับสนุนการดำเนินงานและการให้บริการในนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพการให้บริการและการพัฒนาแนวทางการทำงานใหม่ ๆ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยที่มีค่ายิ่งต่อความสำเร็จขององค์กร พนักงานที่มีความสามารถ มีคุณธรรมและจริยธรรมถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทฯ ให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การบริหารทรัพยากรบุคคลจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ รวมทั้งช่วยยกระดับความสัมพันธ์และปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานทั้งของพนักงานและองค์กรให้ดีขึ้น

บริษัทฯ จึงได้กำหนดเป็น “นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการสรรหา การจ้างงาน การให้สวัสดิการและค่าตอบแทน การบริหารความสัมพันธ์ และการเลิกจ้าง รวมถึงการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ ตลอดจนสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงานด้วยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติต่อแรงงานที่เป็นธรรม หลักการกำกับดูแลกิจการและจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเติบโตในสายงานอย่างต่อเนื่อง มีความสุขในการทำงานและเกิดความผูกพันต่อองค์กร และปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มศักยภาพ รวมทั้งรักษาบุคลากรให้ปฏิบัติงานกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทในอนาคต

บริษัทฯ มีการวางแผนกลยุทธ์ และติดตามแผนดำเนินการด้านบุคคลผ่านคณะกรรมการบริหารงานทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Committee) โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มอมตะเป็นประธาน และมีคณะกรรมการประกอบด้วยประธานเจ้าหน้าที่การตลาด ประธานเจ้าหน้าที่การพัฒนาธุรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ประธานเจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรม ประธานเจ้าหน้าที่การบริหารกลาง รวมทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของบริษัทย่อย จำนวนรวม 13 คน โดยการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการดูแลพนักงานของบริษัทฯ เป็นไปตามข้อกำหนด ระเบียบ และกฎหมายภายในประเทศ และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจที่บริษัทฯ ประกอบกิจการ ครอบคลุมถึงหลักสิทธิมนุษยชน มีการปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ปกป้องและเคารพสิทธิของพนักงานทุกคน รวมถึงจัดให้มีช่องทางรับข้อร้องเรียนเพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหา และความคาดหวังจากพนักงานทุกคน เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงการบริหารทรัพยากรบุคคลต่อไป

ศึกษารายละเอียดนโยบายได้ที่นี่

การเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม

  • หลักการและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน
    บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม โดยยึดถือกฎหมายแรงงาน กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในประเทศที่ดำเนินธุรกิจ ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในทุกขั้นตอน บริษัทฯ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปราศจากการละเมิดสิทธิ การคุกคาม การใช้แรงงานบังคับ การใช้แรงงานเด็ก และการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงานทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีความปลอดภัยในการทำงาน เข้าถึงโอกาสในการพัฒนา และสามารถเติบโตในองค์กรบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ และผลการปฏิบัติงาน โดยบริษัทฯ จัดให้มีนโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษร สื่อสารให้พนักงานรับทราบโดยทั่วกัน และติดตามการปฏิบัติต่อพนักงานให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  • ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion: DEI)
    บริษัทฯ ส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมในสถานที่ทำงาน โดยปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม เสมอภาค (equity) และเท่าเทียม (equality) โดยไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination) และปราศจากการแบ่งแยกทั้งมวลอันเนื่องมาจาก อายุ เพศ การศึกษา สถานภาพสมรส ความคิดเห็นทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนาและความเชื่อ ตลอดจนความพิการทั้งที่มองเห็นได้และมองเห็นไม่ได้ หรือปัจจัยส่วนบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน

    บริษัทฯ มีพนักงานจาก 8 สัญชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในองค์กร บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เคารพความแตกต่าง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม โดยกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการด้านการสรรหา การจ้างงาน การพัฒนา การประเมินผล การเลื่อนตำแหน่ง และการกำหนดค่าตอบแทนบนพื้นฐานของคุณสมบัติ ความสามารถ ผลการปฏิบัติงาน และศักยภาพของพนักงาน พร้อมทั้งสื่อสารแนวปฏิบัติด้านการไม่เลือกปฏิบัติแก่พนักงานและผู้บริหาร จัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียนหรือข้อกังวลที่เกี่ยวข้อง และทบทวนกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมและลดความเสี่ยงจากการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน
  • การให้โอกาสอย่างเท่าเทียมและการพัฒนาศักยภาพพนักงาน
    บริษัทฯ เชื่อว่าการให้โอกาสอย่างเท่าเทียมควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร บริษัทฯ จึงสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกอบรม และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน รวมถึงทักษะใหม่ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เทคโนโลยี และความต้องการของลูกค้าและผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดให้มีระบบประเมินผลการปฏิบัติงานและการพิจารณาความก้าวหน้าในสายอาชีพที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนให้พนักงานสามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตในองค์กรได้อย่างเหมาะสม
  • กลไกรับข้อร้องเรียนและการคุ้มครองพนักงาน
    บริษัทฯ จัดให้มีกลไกและช่องทางรับข้อร้องเรียนหรือข้อกังวลจากพนักงานเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ การคุกคาม หรือการละเมิดสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถแจ้งประเด็นหรือขอรับความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถส่งข้อร้องเรียนได้โดยตรงถึงประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการตรวจสอบบริษัทฯ ที่ตู้ ปณ.7 ปณฝ.มอนเทอเรย์ทาวเวอร์ ซึ่งทุกข้อร้องเรียนจะได้รับการพิจารณา ตรวจสอบ และติดตามผลตามกระบวนการที่คำนึงถึงความเป็นธรรม การรักษาความลับ และการคุ้มครองผู้ร้องเรียน พยาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจากการกลั่นแกล้งหรือตอบโต้ พร้อมทั้งนำข้อร้องเรียนและข้อกังวลที่ได้รับมาใช้ประกอบการปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการและสภาพแวดล้อมการทำงาน

การสรรหาและการว่าจ้าง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสรรหา การคัดเลือก และการว่าจ้างพนักงานที่จะมาร่วมงานกับบริษัทฯ เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ และมีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรตามวัฒนธรรม AMATA DNA: DRIVE โดยสรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากพนักงานภายในกลุ่มบริษัทและจากบุคคลภายนอก บริษัทฯ จะให้โอกาสและพิจารณาคัดเลือกพนักงานภายในบริษัทก่อน หากไม่มีผู้ที่เหมาะสม บริษัทจะสรรหาและว่าจ้างบุคคลจากภายนอกแทน โดยบริษัทฯ จะไม่ใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานที่ขัดต่อกฎหมายและปฏิบัติต่อพนักงาน ผู้สมัครงาน แรงงานและผู้เกี่ยวข้องด้วยความเป็นธรรม รวมทั้งดำเนินการในทุกขั้นตอนด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดกระบวนการสรรหาและว่าจ้างพนักงาน ในปี 2568 บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายให้อัตราการสรรหาและว่าจ้างสำเร็จตามแผนอย่างน้อยร้อยละ 70 โดยมีกลยุทธ์และผลการดำเนินงาน ดังนี้
กลยุทธ์ผลการดำเนินงาน
1. วางแผนอัตรากำลังคนและขีดความสามารถให้สอดรับกับวัฒนธรรมองค์กร
  • บริษัทฯ มีแนวทางในการสรรหาพนักงานใหม่ที่ตรงกับวัฒนธรรมองค์กร โดยพนักงานใหม่ทุกคนจะได้เข้าพูดคุย และสัมภาษณ์งานจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อประเมินความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรองค์กร
2. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
  • บริษัทฯ ได้ขยายช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ Facebook/AmataCorp และ LinkedIn/AmataCorp เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นช่องทางเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น
  • บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการเพื่อนแนะนำเพื่อน (Friends Get Friends) เพื่อให้พนักงานในกลุ่มอมตะ แนะนำผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร มาร่วมงานกับบริษัทฯ
  • บริษัทฯ ได้มีการจัดทำโครงการฝึกงาน (Internship Program) เพื่อเปิดรับนักศึกษาฝึกงานที่อยู่ในประเทศไทย เข้าร่วมฝึกงานประจำปี และเรียนรู้การทำงานกับบริษัทฯ โดยในปี 2568 มีนักศึกษาฝึกงานเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 14 คน
3. สนับสนุนการการทำงานข้ามสายงานของพนักงาน เพื่อขยายขีดความสามารถ และให้พนักงานได้ทำงานในสายงานที่เหมาะสม
  • บริษัทฯ เปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานในสายงานที่สนใจเพิ่มเติมจากตำแหน่งงานปัจจุบัน โดยกำหนดกรอบระยะเวลา 6 - 12 เดือน เพื่อขยายขีดความสามารถของพนักงานตามความสนใจ และให้พนักงานได้เรียนรู้การทำงานในหน่วยงานอื่น ๆ ภายในบริษัทฯ ในปี 2568 มีพนักงานโอนย้ายสายงานภายในกลุ่มบริษัทจำนวน 3 คน

ผลการดำเนินงานด้านการสรรหาและว่าจ้าง

ในปี 2568 บริษัทฯ มีอัตราตำแหน่งที่เปิดรับทั้งสิ้น 44 ตำแหน่ง และสามารถสรรหาและว่าจ้างพนักงานใหม่ได้ทั้งสิ้น 39 ตำแหน่ง คิดเป็นอัตราสำเร็จร้อยละ 89 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

การจ้างงานพนักงานเกษียณอายุ

บริษัทฯ มีนโยบายรับพนักงานที่เกษียณอายุกลับเข้าทำงานตามความสมัครใจ โดยเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการเกษียณอายุการทำงาน (Retirement Policy) เนื่องจากบริษัทฯ ตระหนักดีว่าพนักงานที่เกษียณอายุแล้วแต่สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างคุณประโยชน์แก่บริษัทฯ โดยการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานให้แก่พนักงานรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี บริษัทฯ จึงเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานหลังเกษียณอายุและพิจารณาจากความรู้ความสามารถของผู้เกษียณอายุและความเหมาะสมของลักษณะงานในทุก ๆ ปี โดยพนักงานจะได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบปฏิบัติ มีความเหมาะสม และได้รับสวัสดิการใกล้เคียงกับพนักงานอื่นทั่วไป รวมถึงได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจกำหนด ในปี 2568 บริษัทฯ มีพนักงานเกษียณอายุจำนวน 2 คน และมีพนักงานที่ว่าจ้างตามนโยบายการจ้างงานพนักงานเกษียณอายุรายปีต่อเนื่องมาจำนวนรวม 16 คน

การจ้างงานผู้พิการ

บริษัทฯ มีนโยบายในการจ้างงานสร้างอาชีพและรายได้ให้กับผู้พิการ โดยในปี 2567  บริษัทฯ มีการจ้างพนักงานที่เป็นผู้พิการจำนวน 1 คน ซึ่งครบตามที่กฎหมายกำหนด (เนื่องจากมีพนักงาน ในบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน) จำนวน 122 คน ส่วนบริษัทย่อยนั้น มีจำนวนพนักงานไม่ถึงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด)

การดูแลและรักษาพนักงาน

การบริหารค่าตอบแทน

บริษัทฯ บริหารจัดการค่าตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยคำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งงาน สภาวะทางเศรษฐกิจ สภาวะการครองชีพ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และข้อมูลเปรียบเทียบตลาดแรงงานในธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อทบทวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถแข่งขันได้ และสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน บริษัทฯ พิจารณาค่าตอบแทนตามหลักการจ่ายตามหน้าที่และความรับผิดชอบ (Pay for Position) และการจ่ายตามผลการปฏิบัติงานและพฤติกรรมที่สอดคล้อง (Pay for Performance) พร้อมทั้งยึดหลักการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อรักษาและจูงใจพนักงานที่ทำงานดี มีความสามารถ และทุ่มเทให้กับองค์กร ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดค่าตอบแทนให้ไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย และส่งเสริมให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต โดยพิจารณาร่วมกับบริบทของพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ

บริษัทฯ กำหนดรอบการจ่ายเงินเดือนและโบนัสอย่างชัดเจน จ่ายตรงเวลา และมีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่พนักงาน รวมทั้งทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ภาวะเศรษฐกิจ และสภาพตลาดแรงงาน ทั้งนี้ การจ่ายโบนัสจะพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานและผลประกอบการของบริษัทในปีนั้น ๆ และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารงานทรัพยากรบุคคล

สำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ (Expatriate Staff) บริษัทฯ กำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมายท้องถิ่น และคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันได้กับตลาดท้องถิ่น โดยเปรียบเทียบข้อมูลค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และดัชนีค่าครองชีพ (Cost of Living / Price Index) ของแต่ละเมืองในประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับเวลาทำงานของพนักงาน มีการจ่ายค่าล่วงเวลาอย่างถูกต้องและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการทำงานต่างๆ ต่อไป เพื่อลดการทำงานล่วงเวลาที่เกินความจำเป็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลพนักงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและทำงานอย่างมีความสุข

การจัดสรรสวัสดิการและสิทธิประโยชน์

บริษัทฯ จัดสรรสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากสวัสดิการพื้นฐานตามกฎหมายกำหนดให้แก่พนักงานทุกคนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยยึดหลักความเหมาะสมตามหน้าที่ความรับผิดชอบ กรณีที่เป็นพนักงานประจำและพนักงานสัญญาจ้างรายปีจะได้รับสวัสดิการเพิ่มในรูปแบบเดียวกันได้แก่ การประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ รวมทั้งการคุ้มครองในกรณีพิการและทุพพลภาพอันเกิดจากการทำงาน การตรวจสุขภาพประจำปี การลาคลอดบุตร เงินค่าความสามารถทางภาษา การช่วยเหลือค่าตรวจรักษาพยาบาล และการรักษาด้านทันตกรรม การจัดฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี สวัสดิการกู้ยืมเงิน เงินช่วยเหลือประเภทต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด แต่มีความแตกต่างที่พนักงานประจำจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทฯ เพิ่มเติม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดสวัสดิการของพนักงานประจำและสัญญาจ้างรายปีที่ครอบคลุมไปถึงครอบครัวของพนักงานอีกด้วย เช่น เงินทุนการศึกษาบุตร เงินช่วยเหลืองานศพ เป็นต้น

ใในปี 2568 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงระเบียบสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพของพนักงาน โดยเพิ่มสวัสดิการสนับสนุนการเข้าถึงบริการศูนย์ฟิตเนส ทั้งที่เป็นคู่สัญญาและไม่เป็นคู่สัญญาของบริษัทฯ สำหรับพนักงานทุกสำนักงาน เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของพนักงานอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ ได้แจ้งเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่พนักงานพึงได้รับอย่างชัดเจนให้พนักงานทราบตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานกับบริษัทฯ และเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการปรับปรุงสวัสดิการให้เหมาะสมและสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อส่วนรวม ผ่านที่ประชุมคณะกรรมการสวัสดิการ (Welfare Committee) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากพนักงานจำนวน 18 คน ที่ได้รับเลือกจากพนักงาน และผู้แทนจากบริษัทฯ จำนวน 6 คน โดยจะมีการประชุมเป็นประจำทุก 3 เดือน ข้อเสนอแนะจากที่ประชุมคณะกรรมการสวัสดิการถูกนำไปใช้ประกอบการทบทวนและปรับปรุงนโยบาย ระเบียบ และสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานและส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน ซึ่งจะนำไปสู่ผลการทำงานที่ดีต่อไป อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน โดยเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในด้านสวัสดิการ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย มาตรฐานแรงงาน รวมถึงข้อร้องเรียนจากพนักงานด้วย

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

บริษัทฯ สนับสนุนการวางแผนทางการเงินในระยะยาว และการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุของพนักงานมาโดยตลอด บริษัทฯ จึงได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นโดยในปี 2568 มีพนักงานจำนวน 173 คน เป็นสมาชิกกองทุน คิดเป็นร้อยละ 58 ของพนักงานทั้งหมด บริษัทฯ ได้มอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์จำนวนสองบริษัทบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนตั้งแต่ปี 2563 โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของพนักงานเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมาให้ความรู้แก่พนักงานเพื่อให้เข้าใจภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

บริษัทฯ มีนโยบายในการจัดสรรงบประมาณประจำปีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี โดยสนับสนุนโครงการด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงจัดให้มีห้องออกกำลังกายและห้องสันทนาการ เพื่อเป็นสถานที่ในการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของพนักงานรุ่นใหม่กับพนักงานที่เกษียณอายุและยังจ้างต่อเนื่อง มีการประชุมผู้บริหารระดับสูงพบพนักงานผ่านระบบออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสื่อสารให้ทราบถึงความห่วงใยในการดูแลสุขภาพของพนักงาน รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองผ่านช่องทางกลุ่มไลน์พนักงานโดยบุคลากรทางการแพทย์ของบริษัทฯ ครอบคลุมการดูแลตนเองและการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข เช่น การป้องกันผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โรคที่มักเกิดในช่วงฤดูฝน ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคตาแดง รวมถึงแนวทางการดูแลตนเองและการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น โรคโควิด‑19 และโรคไข้หวัดใหญ่ ตลอดจนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและการสังเกตอาการเบื้องต้น

การประเมินผลและการกำหนดค่าตอบแทนของพนักงาน

บริษัทฯ กำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานและการวางแผนพัฒนาสายอาชีพของผู้บริหารและพนักงานอย่างสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ รอบกลางปีและรอบปลายปี ครอบคลุมพนักงานทุกระดับตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด โดยใช้หลักเกณฑ์และกระบวนการประเมินผลที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงประเมินจากผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริงและสะท้อนถึงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามค่านิยมองค์กร บริษัทฯ นำผลการประเมินการปฏิบัติงานรายบุคคลมาใช้พิจารณากำหนดค่าตอบแทนประจำปีสำหรับผู้บริหารและพนักงาน รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาศักยภาพ การวางแผนพัฒนารายบุคคล และการเตรียมความพร้อมด้านความก้าวหน้าในสายอาชีพของพนักงาน บริษัทฯ เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนการทำงานและตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPIs) ของตนเองร่วมกับหัวหน้างาน ให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของฝ่ายงานและบริษัทฯ (Corporate KPI) โดยวิธีหารือร่วมกัน (two-way communication) ซึ่งช่วยให้พนักงานและผู้บังคับบัญชาสามารถวางแผน ติดตามผล และกำหนดแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชาและพนักงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายของบริษัทฯ ที่ได้ตั้งไว้

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานและวางแผนพัฒนาสายอาชีพครอบคลุมพนักงานทุกระดับ คิดเป็นร้อยละ 100 ของพนักงานที่อยู่ในขอบเขตการรายงาน ซึ่งการประเมินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

1. การประเมินผลการทำงานที่มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) เป็นกลไกขับเคลื่อนในกระบวนการบริหารผลงาน โดยมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันของพนักงานและผู้บังคับบัญชา

2. การประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานแสดงออกผ่านทางคุณลักษณะร่วมขององค์กร (AMATA DNA) ซึ่งเป็นสมรรถนะหลัก (Core Competency) ของบริษัทฯ และเป็นพฤติกรรมที่บริษัทฯ คาดหวัง ด้วยความเชื่อว่า วิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ จะบรรลุได้ องค์กรต้องมีพนักงานที่แสดงออกซึ่งคุณลักษณะร่วมกัน

3. การประเมินความก้าวหน้าทางอาชีพ โดยมองทั้งด้านจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของพนักงาน รวมถึงมีการทำแผนพัฒนาพนักงานระยะ 1-3 ปี ที่เห็นพ้องร่วมกันระหว่างพนักงานและผู้บังคับบัญชา

บริษัทฯ ตระหนักถึงการดูแลและรักษาพนักงานที่มีความรู้สามารถซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทนตามผลงานและมีสวัสดิการที่เหมาะสมตามที่กำหนดไว้ในนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล รวมถึงการให้รางวัลสำหรับผู้ที่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ เพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานคนสำคัญให้อยู่กับบริษัทฯ และเติบโตเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ โดยบริษัทฯ ได้เข้าร่วมการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการกับสถาบันที่เป็นที่ยอมรับในวงการของประเทศ เพื่อเทียบเคียง (benchmark) ระหว่างกลุ่มธุรกิจใกล้เคียงกันอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อบริหารค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของพนักงาน สภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพในประเทศ และให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ ตลอดจนดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถหรือกลุ่ม talent เข้ามาร่วมงานกับบริษัทฯ มากขึ้น

การประเมินผลงานและการกำหนดค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง

บริษัทฯ ได้ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูงทุกคนให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายของแผนกลยุทธ์ระยะยาวปี 2573 (2030) และ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานขององค์กร (Corporate KPI) ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติและมิติที่ไม่ใช่ด้านเงินได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ตามหลัก Balanced Scorecard ทั้งนี้ การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าวอยู่ภายใต้กระบวนการกำกับดูแลของบริษัทฯ และใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาผลการปฏิบัติงานและค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง

การประเมินผลงานและการกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง

บริษัทฯ กำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูงปีละ 2 ครั้ง และใช้ผลการประเมินการปฏิบัติงานรายบุคคล มาพิจารณากำหนดค่าตอบแทนประจำปีสำหรับผู้บริหารระดับสูง โดยกำหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับ Corporate KPI ครอบคลุมด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอันเป็นเป้าหมายร่วมของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ (Sustainable Development) ที่น้ำหนักร้อยละ 75 ซึ่งผู้บริหารในแต่ละสายงานต้องนำเป้าหมายบริษัทฯ แต่ละด้านไปบริหารและสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาได้เพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนต่อไป และมีการประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานแสดงออกผ่านทางคุณลักษณะร่วมขององค์กร (AMATA DNA) ที่น้ำหนักร้อยละ 25

การประเมินผลงานและการกำหนดค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเป็นผู้พิจารณาประเมินผลและค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ ถึงแม้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปัจจุบันจะปฏิเสธที่จะรับค่าตอบแทนดังกล่าว โดยตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานได้ถูกกำหนดขึ้นตามความเห็นร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่น้ำหนักร้อยละ 70 ควบคู่ไปกับเป้าหมายทางด้านความยั่งยืนหรือ ESG ที่น้ำหนักร้อยละ 30 ในเรื่องค่าตอบแทนนั้นบริษัทฯ ได้ทำการสำรวจอัตราการปรับเงินเดือนและค่าตอบแทนสำหรับผู้บริหารจากบริษัทอื่น ๆ ในธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนจะพิจารณานำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

Learning and Development Strategic Goals

  • Enable success of strategic priorities 2024 through competencies deverlopment of successors and talents

  • Create long-term leadership pipeline to enhance competitiveness 

  • Leverage technological advancement for personalized learning

Success Indicators

  • Continuous program to develop competencies required by successors and talents to implement Strategic Projects

  • Structured execution of Leadership Development Plan

  • Rotation according to Career Path

  • Implementation of HR Information System interface with digital learning platforms

Strategic Aspirations 2023 - 2025: Human Resource

2023


  • Talent Pool for Succession Plan
  • Amata Leadership Academy
  • Digital HR

2024


  • Talent Pool for Organizational Growth
  • E-learning (Learning Management System)
  • Career Management

2025


Regional Talent Pool

การพัฒนาพนักงาน

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ ความรู้ และความสามารถของพนักงานที่มีความหลากหลายตามสาขาอาชีพ และตำแหน่งงาน เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจและความท้าทายในอนาคต มุ่งสู่การเป็น High Performance Organization บริษัทฯ ได้จัดทำแนวทางการพัฒนา (AMATA Learning Journey) จากสมรรถนะหลักของบริษัทฯ และวิธีการพัฒนา (learning solutions) ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของทุกระดับตำแหน่งงานเพื่อให้เกิดพฤติกรรมตามที่บริษัทฯ คาดหวัง

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดอบรมหลักสูตรและพัฒนาการเรียนรู้ แก่พนักงานทุกระดับ ตามหลักการ Learning Model 70:20:10 โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (digital transformation) มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดต้นทุนในกระบวนการดำเนินงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดการเรียนรู้ด้านความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี (AI literacy and technology) ให้แก่ผู้บริหารและพนักงานทั่วทั้งองค์กร ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการสำรวจความต้องการฝึกอบรมร่วมกับหน่วยงานที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ฝ่ายการขายและการตลาด และฝ่ายวิศวกรรม โดยมุ่งออกแบบหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างจุดแข็งของบุคลากรเฉพาะทาง ทั้งด้านทักษะเชิงพฤติกรรม (soft skills) และทักษะเชิงเทคนิค (hard skills) ตามสาขาวิชาชีพ เพื่อให้กระบวนการทำงานมีความตรงจุด สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในกระบวนการขาย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำหลักสูตรโปรแกรมการพัฒนาสำหรับผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง (AMATA Leadership Development Program) เพื่อมุ่งหวังในการสร้างและเตรียมความพร้อมผู้นำรุ่นใหม่ (future leader) ให้มีภาวะผู้นำ (leadership) และมีทักษะความรู้ที่เหมาะสม เป็นไปตามคุณสมบัติของผู้สืบทอดตำแหน่งสำคัญเพื่อให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยบริษัทฯ ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ครบรอบด้านทักษะเชิงพฤติกรรม (soft skills) และทักษะเชิงเทคนิค (hard skills) ในด้านการจัดการธุรกิจ โดยวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาหลักสูตร ได้แก่

  1. สร้างความเข้าใจและตระหนักในองค์รวมของธุรกิจ ผลกระทบของแต่ละหน่วยงานและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
  2. สร้างทักษะ แนวคิด การใช้เครื่องมือการบริหารจัดการ เทคโนโลยี และการบริหารทีมงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. สร้างอุปนิสัยเพื่อเตรียมความพร้อมในการขึ้นสู่บทบาทในตำแหน่งระดับที่สูงขึ้น

บริษัทฯ ได้จัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทั้งการเสริมสร้างภาวะผู้นำและทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต อาทิ การอบรมพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ระดับผู้จัดการแผนก (SMART LAP 1) เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการบริหารงาน การสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และความเข้าใจพื้นฐานด้านการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการจัดอบรมเพื่อยกระดับทักษะ (Upskill) ด้าน AI Literacy & Technology Trends 2025 สำหรับพนักงานและผู้บริหารทุกสายงานและทุกระดับ เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ทันสมัย

Learning and Development Strategic Roadmap 2023-2025

โครงการ Rising Star

บริษัทฯ จัดทำโครงการ Rising Star เพื่อค้นหาพนักงานที่มีความสามารถในการทำงานและมีศักยภาพสูง เพื่อวางแผนพัฒนาพนักงานและเตรียมผู้นำรุ่นใหม่สำหรับการขยายธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต บริษัทฯ มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยกำหนดปัจจัยแสดงศักยภาพ (talent potential factor) จำนวน 5 ด้าน ที่นำมาใช้เป็นปัจจัยหลักในการพิจารณากลั่นกรองศักยภาพด้านผู้นำในอนาคต

โปรแกรมการค้นหาและดูแลพนักงานศักยภาพสูง (AMATA Rising Star) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของพนักงานและลดความเสี่ยงของบริษัทฯ ด้านการขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจได้ตามแผนที่กำหนดไว้ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 12 คนต่อปี หรือ 5% ของจำนวนพนักงาน บริษัทฯ ได้ทำการคัดเลือก Rising Star จากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพนักงานระดับผู้บริหารชั้นต้นขึ้นไป และกลุ่มพนักงานที่ทำงานในตำแหน่งสำคัญต่อธุรกิจของบริษัทฯ ด้วยวิธีการประเมิน 360 องศาในการค้นหาระดับศักยภาพ พิจารณาจากผลการปฏิบัติงานในการค้นหาระดับผลงาน และการกลั่นกรองจากคณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล

พนักงานกลุ่ม Rising Star จะถูกนำไปวางแผนพัฒนารายบุคคล วางแผนเส้นทางอาชีพ และยังได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรกในการเข้าสู่แผนผู้สืบทอดตำแหน่ง ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2564 บริษัทฯ มีพนักงาน Rising Star สะสมทั้งหมด 12 คน อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักการและกระบวนการประเมินแบบ 360 องศาในการค้นหาระดับศักยภาพ (potential) ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ในปีดังกล่าว ยังไม่มีการคัดเลือกพนักงาน Rising Star เพิ่มเติม และจำนวนพนักงาน Rising Star สะสมยังคงเดิม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการให้ทุนการศึกษากับพนักงานตั้งแต่ปี 2567 เพื่อส่งเสริมพนักงานให้พัฒนาความรู้และศักยภาพเพื่อนำไปใช้ต่อยอดในการทำงานและมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ สอดคล้องกับค่านิยมว่าด้วย Visionary for Leaders รวมถึงเป็นแรงจูงใจและดึงดูดพนักงานให้อยู่กับบริษัทฯ โดยพนักงานสามารถสมัครยื่นขอทุนได้ตลอดปี ในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท หลักสูตรภาษาอังกฤษ ที่จัดสอนโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ในปี 2568 มีพนักงานได้รับทุนการศึกษาจากบริษัทฯ เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาผู้ประกอบการธุรกิจสากล (หลักสูตรนานาชาติ) จำนวน 1 คน

การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง

เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและเตรียมความพร้อมในการขยายตัวทางธุรกิจ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสรรหาและพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งแทนพนักงานระดับผู้บริหารที่ในตำแหน่งสำคัญที่ใกล้เกษียณหรือผู้บริหารที่มีความเสี่ยงอื่นที่อาจทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องทางธุรกิจได้ โดยเน้นวิธีการสรรหาบุคลากรจากภายใน (internal recruitment) ก่อน แล้วจึงสรรหาบุคลากรจากภายนอก เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพให้กับพนักงานที่มีศักยภาพในการปฏิบัติงานสูงและมีผลงานดีต่อเนื่อง

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดทำ Successor profile ของตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงครบทั้งหมด (ร้อยละ 100) โดยมีรายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งจำนวนร้อยละ 88.2 ของตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งหมด โดยคัดเลือกจากผู้มีศักยภาพสูงจากภายในบริษัทฯ ก่อน เพื่อจัดทำแผนพัฒนารายบุคคลต่อไปเพื่อก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำของหน่วยงานหรือดำรงตำแหน่งระดับบริหาร ทดแทนผู้บริหารที่กำลังจะเกษียณอายุในอีก 1-3 ปีนี้

บริษัทฯ ได้มอบหมายให้พนักงานในกลุ่มผู้สืบทอดตำแหน่ง (successor candidates) จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. การเตรียมความพร้อมสู่บทบาทของตำแหน่งเป้าหมาย ผ่านการมอบหมายบทบาทและความรับผิดชอบเพิ่มเติม พร้อมการให้คำแนะนำ (mentoring) อย่างใกล้ชิด
  2. การพัฒนาทักษะและประสบการณ์รอบด้าน ผ่านการมอบหมายโครงการหรือภารกิจที่มีความท้าทายและกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) ภายในกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน รวมถึงการติดตามการทำงาน (job shadowing) เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร กระบวนการทำงาน และความรับผิดชอบในระดับบริหาร ตลอดจนการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรที่ส่งเสริมการสร้างเครือข่าย (networking) ทักษะการนำเสนอ และการทำหน้าที่เป็นผู้แทนของบริษัทฯ
  3. การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ (leadership skills) ผ่านการเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมที่บริษัทฯ จัดให้ ควบคู่กับการโค้ช (coaching) เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ ความมั่นใจ และความพร้อมในการปฏิบัติงานในบทบาทผู้นำ

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดหลักสูตรการอบรมทั้งในรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ รวมทั้งหมด 101 หลักสูตร โดยมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากรปี 2568 จำนวนรวม 2.85 ล้านบาท โดยมีผู้บริหารและพนักงานได้รับการฝึกอบรมร้อยละ 90.27 จากจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยมีจำนวนชั่วโมงอบรมเฉลี่ยเท่ากับ 24.45 ชั่วโมงต่อคนต่อปี ระดับผู้บริหารได้รับการอบรมเฉลี่ย 20.94 ชั่วโมงต่อคนต่อปี และพนักงานระดับปฏิบัติการ 25.10 ชั่วโมงต่อคนต่อปี มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 18 ชั่วโมงต่อคนต่อปี

หมายเหตุ: การแปลงชั่วโมงเป็นวัน คำนวณจากวันทำงานมาตรฐาน 8 ชั่วโมง

ความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร

บริษัทฯ ได้จัดให้มีการสำรวจระดับความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรเป็นประจำทุกปี โดยนำประเด็นที่พนักงานสนใจและคาดหวังจากบริษัทฯ ตลอดจนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อร้องเรียนต่าง ๆ มาดำเนินการตามความเหมาะสม ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารงานทรัพยากรบุคคลเป็นผู้พิจารณาในการพัฒนาโครงการ และรูปแบบการดูแลพนักงานให้ดียิ่งขึ้น และรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทฯ ต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการสื่อสารผลการสำรวจระดับความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรให้พนักงานได้รับทราบผ่านระบบ Intranet ของบริษัทฯ และรายงานความคืบหน้าของการบริหารจัดการประเด็นต่าง ๆ ของปีก่อนหน้า ผ่านการประชุมพนักงานประจำไตรมาส รวมถึงการสื่อสารผ่านตัวแทนพนักงานในคณะกรรมการสวัสดิการด้วย

ในปี 2568 พบว่าคะแนนความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรเท่ากับ 83% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 74 % ทั้งนี้ จากข้อเสนอแนะของพนักงาน พบประเด็นที่ควรเร่งพัฒนา ได้แก่ การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการปรับปรุงระบบค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับผลงานมากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้นำประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป

ในการดำเนินการดังกล่าว บริษัทฯ มีแผนส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน โดยการจัดประชุมและกิจกรรม Team Building ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ บริษัทฯ จะพัฒนาและปรับปรุงช่องทางรวมถึงระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ควบคู่กับการทบทวนแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานและโครงสร้างค่าตอบแทน เพื่อให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของพนักงานอย่างเหมาะสม

บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายให้อัตราการลาออกของพนักงานอยู่ในระดับไม่เกินค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมตามข้อมูลสำรวจของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (Personnel Management Association of Thailand) และตั้งเป้าหมายอัตราการลาออกของพนักงานโดยสมัครใจให้ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 โดยในปี 2568 อัตราการลาออกของพนักงานโดยสมัครใจเท่ากับร้อยละ 6.4 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 แต่ยังไม่เกินร้อยละ 7.5 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะยังคงพัฒนาการดูแลพนักงานในทุกด้าน สร้างการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้เป็นกำลังสำคัญให้แก่บริษัทฯ ต่อไป

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)