สิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ

ความเสี่ยง โอกาส
บริษัทฯ ดูแลพื้นที่เมืองขนาดใหญ่และเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก หากการประเมินความเสี่ยง การกำกับดูแล และกลไกควบคุมการดำเนินงานยังไม่ครอบคลุมหรือมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ บริษัทฯ อาจเผชิญความเสี่ยงจากการเข้าไปก่อให้เกิด มีส่วนทำให้เกิด หรือเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งจากการดำเนินงานของบริษัทฯ เอง และจากการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ชื่อเสียงองค์กร และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและระดับสากล การพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทฯ และห่วงโซ่อุปทาน เสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียและความพร้อมต่อความคาดหวังตามมาตรฐานสากล

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามหลักปรัชญา “ALL WIN” เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญทั้งการเป็นผู้ส่งเสริมผลกระทบเชิงบวกในด้านสิทธิมนุษยชน จากการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เข้าถึงการศึกษา การสาธารณสุข สาธารณูปโภคและการบริการพื้นฐานที่ดี แต่ในขณะเดียวกันธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมก็มีโอกาสที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้ได้เช่นกัน จากการสร้างมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและรบกวนความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน ลักษณะการทำงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัยเป็นอันตรายต่อพนักงาน แรงงาน หรือคนในชุมชนที่ใช้พื้นที่ร่วมกัน การละเลยผลกระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าว อาจมีผลทำให้บริษัทฯ ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มอื่นๆ หรือถูกต่อต้านจากสังคม ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและผลประกอบการในอนาคตก็เป็นได้

บริษัทฯ จึงกำหนดกระบวนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อแสดงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบของบริษัท ฯ ในการติดตามและตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) ดังนี้

นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทฯ ได้กำหนด “นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม” เพื่อปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยได้ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายทั้งในประเทศไทยและในประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจอยู่ ตลอดจนกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักการปฏิบัติ ทั้งในระดับประเทศและสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน อาทิ หลักการด้านมนุษยธรรมและสิทธิขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) แห่งสหประชาชาติ (United Nations) และข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (Principles of the United Nations Global Compact – UNGC) หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) และยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตามปรัชญาทางธุรกิจ ALL WIN หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจรรยาบรรณธุรกิจ ตลอดจนให้ความสำคัญกับปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในห่วงโซ่คุณค่า โดยประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบอย่างรอบด้าน

ซึ่งในนโยบายฉบับนี้มีเนื้อหาครอบคลุมแนวปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ด้วยความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่มีความหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงเคารพในสิทธิของแรงงานที่ครอบคลุมเรื่องการต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวกันโดยสันติและเสรีภาพในการสมาคม รวมถึงการเข้าร่วมกลุ่มเพื่อเจรจาต่อรอง นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบอาจเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียด้านสุขภาพและความปลอดภัย ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมีการทบทวนนโยบายทั้งหมดเป็นประจำทุกปี และสื่อสารให้พนักงานและผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียรับทราบโดยทั่วกัน

ศึกษารายละเอียดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรมเพิ่มเติมได้ที่นี่

บริษัทฯ กำหนดให้ คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับ ต้องตระหนักถึงความสำคัญและเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในทุกด้านของบุคคลทุกคน ทั้งต่อพนักงาน ลูกค้า คู่ค้าและผู้รับเหมา ชุมชน ตลอดจนสังคมโดยรวม ตามกฎหมายแต่ละประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ และพร้อมสนับสนุนตามสนธิสัญญาที่แต่ละประเทศมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติ โดยรวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำและการมีส่วนร่วมในการอันละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือสร้างผลกระทบเชิงลบด้านสิทธิมนุษยชน

กระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและผลกระทบ

บริษัทฯ จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกสองปี และมีการทบทวนประเด็นความเสี่ยงทุกปี โดยบูรณาการการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เข้าไปในกระบวนการประเมินความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบที่แต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการตามหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ทั้งในการดำเนินงานปัจจุบันและโครงการที่พัฒนาใหม่  เช่น การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ในการพัฒนาโครงการ การบ่งชี้และประเมินประเด็นสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประเมินอันตรายและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ตามมาตรฐาน ISO และกระบวนการบริหารความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมของแต่ละหน่วยงาน

ในปี 2568 บริษัทฯ มิได้มีการจัดทำการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนใหม่ทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ดำเนินการทบทวนระดับความมีนัยสำคัญของประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ได้จัดทำไว้ในปี 2567 โดยพิจารณาทั้งมิติความมีนัยสำคัญเชิงผลกระทบ (Impact Materiality) และความมีนัยสำคัญทางการเงิน (Financial Materiality) ควบคู่กับข้อมูลและบริบทความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในรอบปี รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าไปพร้อมกัน โดยครอบคลุมทุกพื้นที่การปฏิบัติงานของบริษัทฯ และทุกกิจกรรมการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า คิดเป็นร้อยละ 100 ทั้งกิจกรรมที่บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการเอง หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมหรือมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน 

การประเมินความเสี่ยงดังกล่าวครอบคลุมประเด็นที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยสอดคล้องกับหลักการชี้นำของสหประชาชาติว่าด้วยการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) และแนวปฏิบัติในการตรวจสอบธุรกิจอย่างรอบด้านของ OECD สำหรับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (OECD Due Diligence Guidance for Responsible Business Conduct) เพื่อสนับสนุนการป้องกัน ลด และบริหารจัดการความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ

พื้นที่ที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน สัดส่วนของพื้นที่ที่มีการระบุว่ามีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน สัดส่วนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบแล้ว
กิจกรรมในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ ทั้งหมด ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100
กิจกรรมที่กระทำโดยคู่ค้าที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัทฯ (Tier-1 suppliers) ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100

ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ

บริษัทฯ พบว่ามีประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานจำนวนรวม 14 ประเด็น และทำการประเมินระดับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน โดยพิจารณาใน 2 มิติ ได้แก่ ระดับความรุนแรงของผลกระทบ (severity) ซึ่งพิจารณาจาก scale, scope, irremediability และโอกาสความเป็นไปได้ (likelihood) และแสดงลำดับความสำคัญของความเสี่ยงในตาราง 4x4 Human Rights Risk Matrix ซึ่งจัดลำดับเป็น 3 ระดับ คือ ความเสี่ยงระดับสูง ความเสี่ยงระดับปานกลาง และความเสี่ยงระดับต่ำ

    • ระดับความเสี่ยงสูง คือ ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญมาก ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วพร้อมมาตรการป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบเพิ่มเติม
    • ระดับความเสี่ยงปานกลาง คือ ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีมาตรการจัดการในปัจจุบันและสามารถบรรเทาผลกระทบลงได้บ้าง แต่ยังต้องการมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติม
    • ระดับความเสี่ยงต่ำ คือ ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีมาตรการป้องกันหรือควบคุมความเสี่ยงในปัจจุบันอย่างเพียงพอ แต่ยังคงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ

การจัดการความเสี่ยง

ขอบเขต การดำเนินงานของบริษัทฯ

StakeholderHuman Rights IssueCompany’s Implementation of Human Rights Impact Reduction
พนักงาน

สิทธิแรงงาน

  • สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน (A1)

  • จัดให้มีการดูแลความปลอดภัยและสุขอนามัยในสถานที่ทำงานตามนโยบายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม
  • สภาพการจ้างงานของพนักงาน (A2)
  • การเลือกปฏิบัติและความไม่เท่าเทียมกันในสถานที่ทำงาน (A3)
  • ปฏิบัติต่อพนักงานโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน ตามหลักกฎหมายแรงงานในประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจและหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความเสมอภาค (Equity) ความเท่าเทียม (Equality) และการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) ในทุกมิติ
  • เสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรอง (A4)
  • จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนพนักงานจากแผนกต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนในการนำเสนอความคิดเห็น ความต้องการ และข้อเสนอแนะด้านสวัสดิการต่อฝ่ายบริหาร และกำหนดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างตัวแทนพนักงานและฝ่ายบริหารเป็นประจำทุกไตรมาส (Quarterly Meeting) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงสวัสดิการ การจัดกิจกรรมพนักงาน และการดูแลคุณภาพชีวิตในที่ทำงาน
  • การจัดประชุมพนักงานประจำทุกเดือนกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อแถลงทิศทางองค์กรและเปิดช่วงถาม-ตอบ ให้ตัวแทนพนักงานหรือพนักงานทุกคนได้สอบถามและแสดงความคิดเห็นโดยตรง
  • จัดให้มีช่องทางการร้องเรียนและกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเยียวยาที่เหมาะสม
ชุมชน

สิทธิชุมชน

  • สุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน (A5)
  • ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน (A6)
  • รับฟังความคิดเห็นและติดตามสำรวจผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มีต่อชุมชนโดยรอบ
  • ดำเนินโครงการและกิจกรรมเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชุมชน
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนในช่องทางต่าง ๆ รวมถึงการร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อร่วมกันดูแลความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมโดยรวมในพื้นที่
  • ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และจัดเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ
  • กำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมในกรณีที่บริษัทฯ ได้กระทำการเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชน
ลูกค้า

สิทธิของลูกค้า/ผู้บริโภค

  • คุณภาพสินค้าและบริการ (A7)

  • ส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และสามารถทวนสอบย้อนกลับได้ (traceability)
  • มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนจากลูกค้าอย่างเป็นระบบ
  • สุขภาพและความปลอดภัยของลูกค้า (A8)
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
  • จัดเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภาวะวิกฤตในนิคมอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สามารถบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้าได้
  • ออกแบบอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับหลักการอารยสถาปัตย์ (Universal Design) เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานของทุกคน รวมถึงผู้สูงอายุ คนพิการ ในบริเวณอาคารของโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้าสำหรับเช่าแห่งใหม่
พนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น คู่ธุรกิจ

สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อมูลความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล (A9)

  • ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป็นมาตรฐานการจัดการและแนวปฏิบัติที่ดี
  • จัดให้มีกระบวนการควบคุมการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและความลับทางธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายและนโยบาย
  • ประกาศนโยบายการจัดชั้นความลับข้อมูล และแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ป้องกันการเข้าถึง การใช้ การเปิดเผย หรือการแก้ไขข้อมูลโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจ
  • ฝึกอบรมพนักงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมีการติดตามตรวจสอบเป็นประจำ
คู่ค้าและผู้รับเหมา

สิทธิของคู่ค้าและผู้รับเหมา

  • สุขภาพและความปลอดภัยของคู่ค้าและผู้รับเหมา (A10)

  • ปฏิบัติต่อคู่ค้าด้วยความเสมอภาค (equity) ยุติธรรม โปร่งใส และการไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination)
  • ดูแลสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานให้มีความมั่นคงปลอดภัย
  • กำหนดให้คู่ค้าและผู้รับเหมาปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
  • มีช่องทางการร้องเรียนและกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเยียวยาที่เหมาะสม

ขอบเขต กิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดยคู่ค้าและผู้รับเหมา และลูกค้าในนิคมฯ

StakeholderHuman Rights IssueCompany’s Implementation of Human Rights Impact Reduction
แรงงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา

สิทธิแรงงาน

  • สุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา (S1)
  • สภาพการจ้างงานของแรงงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา (S2)

  • ประกาศจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าของอมตะ (Supplier Code of Conduct) ให้คู่ค้าและผู้รับเหมารับทราบและปฏิบัติให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และแนวทางปฏิบัติของบริษัทฯ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติต่อแรงงาน
  • ตรวจประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติต่อแรงงานและความปลอดภัยในการทำงานของคู่ค้าและผู้รับเหมารายสำคัญและรายใหม่ก่อนการว่าจ้าง
  • ตรวจติดตามการปฏิบัติงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาทั้งด้านแรงงานและด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่ม
    ต่าง ๆ
  • กำหนดให้คู่ค้าและผู้รับเหมามีมาตรการป้องกันและรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น
ชุมชน

สิทธิชุมชน

  • สุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน (S3)
  • ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน (S4)

  • สำรวจและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในเรื่องผลกระทบที่มีต่อชุมชนโดยรอบ จากการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา รวมถึงลูกค้าผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม
  • มีช่องทางการร้องเรียนและกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ
  • กำหนดให้คู่ค้าและผู้รับเหมามีมาตรการป้องกันและรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น
  • ตรวจติดตามการปฏิบัติงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาทั้งด้านแรงงานและด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ
  • ติดตามตรวจสอบลูกค้าผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และประสานงานเพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากลูกค้า
  • กำกับดูแลให้คู่ค้าและผู้รับเหมามีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมในกรณีที่คู่ค้าและผู้รับเหมากระทำการเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชน

การติดตามและประเมินผล

เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน บริษัทฯ ได้กำหนด “นโยบายการแจ้งเบาะแส” (Whistleblowing Policy) และจัดให้มีช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงาน คู่ค้า ผู้รับเหมา ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนใด ๆ โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาความลับ การคุ้มครองผู้ร้องเรียน และการไม่ตอบโต้ผู้แจ้งเบาะแส ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกระบวนการพิจารณาตรวจสอบและจัดการข้อร้องเรียนอย่างรอบคอบ ยุติธรรม และโปร่งใส และในกรณีที่พบว่าบริษัทฯ ก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน บริษัทฯ จะดำเนินการบรรเทา แก้ไข และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมถึงติดตามผลการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง พนักงานผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณของบริษัทฯ จะต้องได้รับการพิจารณาโทษทางวินัยตามระเบียบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้อาจจะได้รับโทษตามกฎหมายด้วยหากการกระทำนั้นผิดกฎหมายด้วย ส่วนการฟื้นฟูเยียวยากรณีเกิดเหตุการละเมิดสิทธิมนุษยชน บริษัทฯ กำหนดให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินการบรรเทาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน และมีมาตรการชดใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นธรรม

แนวทางการบริหารจัดการด้านสิทธิเด็ก

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ยึดปรัชญา ALL WIN ในการดำเนินธุรกิจอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายให้ผู้มีส่วนได้เสีย ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ ได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกับบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในทุกมิติ แม้ว่า ประเด็นด้านสิทธิเด็ก จะยังไม่ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ แต่การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมที่บริษัทฯ ดำเนินการในทุกพื้นที่ย่อมเกี่ยวข้องทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิต โอกาส และการเจริญเติบโตในสังคมของเด็ก ที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง อีกทั้งในปัจจุบัน ประเด็นด้านสิทธิเด็กถูกให้ความสำคัญในระดับสากล บริษัทฯ จึงคำนึงถึงการดำเนินงานที่เคารพต่อสิทธิเด็กตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจด้วย

นอกจากแนวปฏิบัติด้านสิทธิเด็กที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานแล้ว บริษัทฯ ได้ใช้หลักการ “สิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ” (Children’s Right and Business Principle; CRBP) โดยองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) มาเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เคารพต่อสิทธิเด็ก ประกอบไปด้วย 4 หลักการที่ธุรกิจจะสร้างผลกระทบต่อเด็กคือ 1) การสนับสนุนให้เด็กสามารถดำรงชีวิตได้ (survival) 2) การปกป้องเด็กจากความรุนแรง (protection) 3) การพัฒนาที่เหมาะสม (development) และ 4) การเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม (participation)  โดยกำหนดกรอบการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองสมบูรณ์แบบที่สร้างโอกาสให้กับเด็ก และตอบสนองต่อหลักการ CRBP ดังนี้

เมืองแห่งความปลอดภัย (Safety City)

เพื่อสร้างสังคมที่ร่วมป้องกัน (protection) และสนับสนุนการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย (survival) โดยบริษัทฯ ได้ประกาศนโยบาย และหลักจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าและผู้รับเหมา (supplier code of conduct) ที่ป้องกันไม่ให้ใช้แรงงานเด็กอย่างเคร่งครัด รวมถึงกระบวนการดำเนินธุรกิจที่ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ เช่น การพัฒนาเมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (smart environment) ที่ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ การบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ และลดการฝังกลบ (zero waste to landfill) เป็นต้น

เมืองแห่งโอกาส (Opportunity)

บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้เด็กในชุมชนโดยรอบมีโอกาสในการเข้าถึงสาธารณูปโภค และบริการต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และศูนย์การค้า

เมืองแห่งการศึกษา (Edu-town)

บริษัทฯ ได้ผสานความร่วมมือของหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ และการศึกษาขึ้นอย่างหลากหลายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ทั้งสองแห่ง เช่น ศูนย์การเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ห้องการเรียนรู้อัจฉริยะ (smart classroom) พื้นที่สวนสาธารณะเพื่อการนันทนาการ

ผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน

การอบรมด้านสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 บริษัทฯ ได้จัดอบรมหลักสูตรความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้บริหารและพนักงาน ในหัวข้อ สร้างธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ: การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านสู่การปฏิบัติจริง (Building a Responsible Business: Human Rights Due Diligence in Action) โดยวิทยากรผู้ชำนาญการจาก UN Global Compact มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน การสำรวจประเด็นท้าทายสำคัญและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเรียนรู้เครื่องมือพร้อมแนวทางสร้างระบบรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงบทบาทของผู้บริหารและหัวหน้างานในการรับฟังข้อร้องเรียน การดูแลผู้ร้องเรียนอย่างเหมาะสม การรักษาความลับ การป้องกันการตอบโต้ และการส่งต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคุกคาม การล่วงละเมิด หรือการกลั่นแกล้งในที่ทำงานตามกระบวนการของบริษัทฯ โดยมีผู้บริหารและตัวแทนพนักงานจากทุกหน่วยงานเข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 83 คน คิดเป็นร้อยละ 27.85 ของพนักงานทั้งหมด

การออกแบบที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

บริษัทฯ คำนึงถึงสิทธิในการเข้าถึงและการใช้งานอย่างเท่าเทียมของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม โดยนำหลักการอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาใช้ในการออกแบบอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้าสำหรับเช่าแห่งใหม่ ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จเรียบร้อยในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการใช้งานของทุกคน รวมถึงผู้สูงอายุและคนพิการ ปัจจุบันมีลูกค้าได้เข้าใช้พื้นที่อาคารดังกล่าวเพื่อประกอบกิจการแล้ว สะท้อนถึงความพร้อมของโครงการในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างครอบคลุมและคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม

การสร้างความร่วมมือและส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานแรงงาน

ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศไทย มีแรงงานของสถานประกอบการต่างๆ รวมทั้งหมดกว่า 310,000 คน บริษัทฯ ตระหนักว่าการยกระดับมาตรฐานแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ จึงใช้บทบาทของตนในฐานะผู้พัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรมในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ การติดตามแนวโน้มกฎหมายแรงงาน และการพัฒนาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อุตสาหกรรม โดยบริษัทฯ ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมดังนี้

  1. การเข้าร่วมและจัดกิจกรรมอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และมาตรฐานแรงงาน

บริษัทฯ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมอบรมและสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานแรงงาน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับผู้ประกอบการและพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม 

  • บริษัทฯ ร่วมกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ชลบุรี และ ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 11 จัดสัมมนาเรื่อง การปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชํานาญการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567” เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ให้แก่ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี
  • บริษัทฯ ขยายแนวทางการส่งเสริมมาตรฐานแรงงานไปยังผู้รับเหมาและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัท โดยในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2568 บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ได้จัดอบรมหลักสูตรความปลอดภัยและความเสี่ยงในการทำงาน และการฝึกซ้อมเก็บกู้การหกรั่วไหลของขยะมูลฝอย ให้แก่พนักงานของบริษัทผู้รับเหมาด้านการจัดการขยะ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานและสอดคล้องกับกฎหมายข้อบังคับ ตลอดจนคำนึงถึงสุขภาวะในการทำงานของแรงงานของบริษัทผู้รับเหมา

  2. การสนับสนุนโครงการและกลไกเฉพาะด้านเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม

ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการดูแลพนักงานของบริษัทฯ เท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการพัฒนาความรู้และทักษะของแรงงานในระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่านกิจกรรมฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้จัดตั้งโรงเรียนสอนการดับเพลิงสำหรับอุตสาหกรรมเพื่อให้การฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแก่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และอมตะซิตี้ ระยอง ครอบคลุมความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดล้อมในการทำงาน และการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ ในปี 2568 มีพนักงานโรงงานที่ผ่านการอบรมหลักสูตรดับเพลิงขั้นต้น ฝึกซ้อมดับเพลิง ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ และหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัย จำนวนรวม 145,881 คน

  1. การมีส่วนร่วมในเครือข่ายและความร่วมมือด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

บริษัทฯ สนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์และแรงงาน

  • สมาคมนักทรัพยากรมนุษย์ อมตะซิตี้ ชลบุรี (HR Association of AMATA City Chonburi: HRA) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระหว่างโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โดยส่งเสริมการศึกษา การค้นคว้า การวิจัย การสัมมนาเสริมสร้างทักษะและความรู้จากวิทยากรมืออาชีพ ตลอดจนการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ และการบริหารแรงงานสัมพันธ์ในองค์กร
  • ชมรมผู้บริหารและจัดการอมตะซิตี้ ระยอง (AMATA City Rayong Management Group: ACMG) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล รวมถึงแนวโน้มสำคัญในอนาคต เช่น การประยุกต์ใช้ AI ในงานทรัพยากรมนุษย์ การสอนงาน และการพัฒนาศักยภาพแรงงาน
  1. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความปลอดภัยในการทำงานในระดับนิคมอุตสาหกรรม

บริษัทฯ ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี จัดตั้ง ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระหว่างสถานประกอบการในพื้นที่ ในการจัดตั้งดังกล่าว บริษัทฯ ได้เชิญสถานประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารชมรม เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการและการพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัยร่วมกันในระดับพื้นที่

  1. การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อพัฒนาตลาดแรงงานและการเข้าถึงโอกาสการจ้างงาน

บริษัทฯ ร่วมกับสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ สำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี กรมการจัดหางาน และเทศบาลเมืองดอนหัวฬ่อ จัดงานมหกรรมนัดพบแรงงานอมตะซิตี้ ชลบุรี อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่ และเชื่อมโยงแรงงานกับสถานประกอบการที่มีมาตรฐาน โดยมีตำแหน่งงานว่างรองรับหลายพันอัตรา สำหรับปี 2568 บริษัทฯ ปรับรูปแบบการดำเนินงานจากการจัดงานภาคสนามมาเป็นการสนับสนุนการหางานผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งงานของประชาชนในวงกว้าง ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนกลับมาจัดงานในรูปแบบปกติอีกครั้งในปี 2569

การติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน

ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนผ่านช่องทางที่บริษัทฯ กำหนด ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน รวมถึงการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ทั้งในการดำเนินงานของบริษัทฯ และในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนไม่ได้รับข้อร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ หรือการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาแต่อย่างใด โดยบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการติดตาม เฝ้าระวัง และพัฒนาช่องทางและกลไกการรับเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มสามารถแจ้งประเด็นข้อกังวลได้อย่างสะดวก โปร่งใส และเป็นธรรม

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาเป็นความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง (salient human rights issues)  บริษัทฯ จึงได้กำหนดเป็นจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าของบริษัท (supplier code of conduct) เพื่อให้คู่ค้าและผู้รับเหมาในห่วงโซ่คุณค่าดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเจตนารมย์และแนวทางปฏิบัติของบริษัทฯ ที่เคารพต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงใช้เป็นกรอบในการสื่อสารความคาดหวังและกำกับดูแลการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาในประเด็นด้านการใช้แรงงาน โดยเฉพาะข้อห้ามในการใช้แรงงานเด็ก (Child Labour) และแรงงานบังคับ (Forced Labour) อย่างเด็ดขาด การเคารพสิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำประเด็นดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจประเมินคู่ค้าประจำปีทั้งการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบ ณ สถานที่ปฏิบัติงาน บริษัทฯ จะทำการทบทวนรายชื่อผู้รับเหมาที่ไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าของบริษัทฯ และจัดให้มีการตรวจประเมิน (onsite audit) คู่ค้าและผู้รับเหมาที่มีความเสี่ยงสูงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งกำหนดให้จัดทำแผนงานเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องที่พบระหว่างการตรวจประเมิน รวมถึงมีการติดตามผลการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ทำการตรวจประเมินคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัท ฯ โดยตรงจำนวน 53 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของคู่ค้าสำคัญทั้งหมด โดยไม่พบคู่ค้าที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสูงจากผลการประเมินตามเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับคู่ค้าที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับสูงในปี 2567 บริษัทฯ ได้เข้าไปดำเนินการตรวจประเมินเพิ่มเติม ณ สถานประกอบการ พร้อมให้คำแนะนำและติดตามการปรับปรุงแก้ไขอย่างใกล้ชิด ซึ่งในปี 2568 คู่ค้าดังกล่าวได้ดำเนินการปรับปรุงตามแผนที่กำหนดครบถ้วนแล้ว และผลการตรวจประเมินยืนยันว่าความเสี่ยงได้ถูกลดลงมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของคู่ค้าและผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)