การบริหารจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

การดูแลและควบคุมคุณภาพของสิ่งแวดล้อม

การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมนั้นเป็นธุรกิจที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยตรงหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ 

ความเสี่ยง

การบริหารจัดการผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีประสิทธิภาพส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม และชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ นำมาซึ่งการขาดความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และการต่อต้านของผู้มีส่วนได้เสียในการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการดำเนินธุร

โอกาส

การมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทฯ มีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งแวดล้อมจะได้รับการดูแลตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มมีความมั่นใจในการทำงานของบริษัทฯ มากขึ้นและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น และบริษัทฯ สามารถส่งมอบองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินโครงการอยู่ได้ต่อไป 

บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่างๆ อันเกิดจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงการกำกับดูแลกิจกรรมของผู้ประกอบกิจการในเขตนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ จากการประเมินความเสี่ยงพบว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ของเสีย และมลพิษทางน้ำ ดังนั้น บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการมลพิษที่อาจจะเกิดขึ้นโดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยการปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม มาตรการที่กำหนดเอาไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่างๆ อย่างเคร่งครัด 

การดำเนินงานตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในการกำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมของอมตะทั้งสองแห่งให้ดำเนินการตามกรอบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ตลอดจนนโยบายของทั้งสองหน่วยงานเพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมต่อชุมชนข้างเคียง และส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมด้วยหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ดังนี้

1.ศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Monitoring and Control Center: EMCC)

1) ระบบฐานข้อมูลส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม

เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณน้ำเสีย คุณภาพน้ำเสีย ปริมาณกากของเสีย และคุณภาพอากาศ เป็นต้น

2) ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งหลังผ่านการบำบัดจากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม

เป็นระบบที่เชื่อมโยงผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหลังผ่านการบำบัด ด้วยเครื่อง BOD Online จากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมมายังศูนย์ EMCC โดยหากพบว่าคุณภาพน้ำทิ้งเกินมาตรฐานตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 30 พ.ค. 2560 ทางศูนย์ EMCC จะแจ้งเตือนไปที่ศูนย์ควบคุมน้ำเสียส่วนกลาง เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและทำการแก้ไขโดยทันที

3) ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป

เป็นระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศผ่านสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่อง (Air Quality Monitoring Station : AQMS) ของพื้นที่ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี จำนวน 4 สถานี คือ วัดอู่ตะเภา วัดมาบสามเกลียว โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ และวัดอ้อมแก้ว และพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง จำนวน 2 สถานี คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาบยางพร และวัดพนานิคม ชนิดของมลพิษทางอากาศที่จะทำการตรวจวัดและนำมาวิเคราะห์คุณภาพอากาศ ได้แก่ ฝุ่นละอองรวม (TSP) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) รวมถึงการวัดความเร็วและทิศทางลม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการแพร่กระจายของมลพิษและแหล่งกำเนิดของมลพิษอากาศ รวมทั้งสามารถตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่องได้ด้วย เพื่อใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนในการคาดการณ์สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ และอุณหภูมิต่ำสุด-ต่ำสุด เพื่อประเมินสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Disclosure 305-7)

4) ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพอากาศจากปล่องระบายของโรงงานอุตสาหกรรม

เป็นระบบติดตามและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยการเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม และระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศจากปล่องอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System :CEMS) กับฐานข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของนิคมอุตสาหกรรมในภาพรวม (Emission Inventory) เพื่อการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม (Emission Loading) มายังศูนย์ EMCC ของ กนอ. หากพบว่าโรงงานมีการปล่อยค่ามลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน ศูนย์ EMCC จะมีการแจ้งเตือนไปยังโรงงานที่มีการปล่อยมลพิษเกิน ให้ทำการตรวจสอบและรายงานสาเหตุ เพื่อแก้ไขปรับปรุงทันที (Disclosure 305-7)

5) ระบบการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จากกล้องวงจรปิด (CCTV)

เพื่อประมวลผลและใช้วางแผนงานด้านความปลอดภัยและจราจร รวมถึงการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ

การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของศูนย์ EMCC จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้ว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างมากและติดตามคุณภาพของสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะได้อย่างทันท่วงที ซึ่งในปี 2564 บริษัทฯ และโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่งไม่มีเหตุการณ์ที่ละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

2. การเปิดเผยผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring Report)

บริษัทฯ จัดทำรายงานการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring Report) เป็นประจำทุก 6 เดือน โดยจัดส่งให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 13 (ชลบุรี) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เพื่อเปิดเผยผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ของทั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และนำเสนอให้คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมทั้งสองนิคมฯ ซึ่งประกอบด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นผู้แทนชุมชน และผู้แทนโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ รับทราบเป็นประจำทุก 6 เดือนด้วย 

ในปี 2564 บริษัทฯ ได้นำเสนอผลในรายงาน EIA Monitoring ต่อคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของทั้งสองนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะกรรมการ 1.ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัญหาข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องสิ่งแวดล้อม 2. รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม 3. ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมให้แก่ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของทั้งสองนิคมอุตสาหกรรมไม่มีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการทำงานของบริษัทฯ โดยตรง แต่มีข้อเสนอแนะที่เสนอให้บริษัทฯ นำไปพัฒนาโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้งสองแห่งในปีต่อไป ดังนี้ :

ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม

อมตะซิตี้ ชลบุรี

  • ให้ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการน้ำเสียในชุมชน เพื่อที่จะช่วยกันบรรเทาปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากชุมชนที่อาจจะส่งผลกับคุณภาพของน้ำผิวดิน เช่น โครงการชุมชนต้นแบบหนองไม้แดงในการจัดการน้ำเสียและขยะชุมชนอย่างยั่งยืน ควรมีการขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะ 
  •  ให้ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรบางจุดที่เป็นพื้นที่ต่อเชื่อมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับพื้นที่ชุมชนเพื่อการระบายการจราจรที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเสนอให้มีการใช้ Applicationในการ Monitor เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในนิคมอุตสาหกรรม ร่วมกับการใช้ CCTV โดยเฉพาะการจราจร อุบัติเหตุต่างๆ เพื่อความเป็นเมืองอุตสาหกรรมในด้าน Smart Safety
  • ให้ทางอมตะช่วยขยายโครงการ Farm to Factory ไปยังชุมชนอื่นๆ โดยรอบให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในโรงงานได้ และช่วยสนับสนุนและประชาสัมพันธ์โครงการแก่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมให้มากขึ้นเพื่อช่วยขยายตลาดผู้บริโภคในกลุ่มโรงงาน
  • ให้อมตะช่วยส่งเสริมและขยายโครงการ Eco School ไปยังโรงเรียนอื่นๆ โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้เยาวชนและคนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการมี

อมตะซิตี้ ระยอง

  • ให้จัดกิจกรรมฝึกอบรม ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำหรับการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติ เพื่อลดโอกาสที่จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น มลพิษทางอากาศ กลิ่น เสียง ที่อาจส่งผลกระทบกับชุมชนได้
  • ให้ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน การเปิดพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับพื้นที่ชุมชนเพื่อการระบายการจราจรที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในด้านการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนให้ให้กับชุมชนด้วย

การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐ 

1.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Estate)

บริษัทฯ ได้ดำเนินการร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่งสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามนโยบายของรัฐบาล

บริษัทฯ ได้นำกรอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมาประยุกต์ในการดำเนินกิจการ โดยกรอบการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 5 มิติ 22 ด้าน ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียหลักของบริษัทฯ ได้แก่ ชุมชน ผู้ประกอบการ พนักงานในบริษัท พนักงานในโรงงาน และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ระดับในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ Eco-Champion ระดับ Eco-Excellence และระดับ Eco-World Class บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งสองบริษัทไปสู่ระดับ Eco-World Class ให้สำเร็จในปี 2567 

บริษัทฯ ได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ไปสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการการจัดการระบบจราจร และคณะกรรมการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม การสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน การจัดการระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและโรงงาน รวมไปถึงการพัฒนาระบบการใช้งานภายในองค์กรที่สามารถใช้ระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่ทันสมัยต่าง ๆ

ปี 2564 บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco-Excellence : E2 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สำหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และปีที่ 3 สำหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2564 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ตามหลักการดังกล่าวเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในระดับที่สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ของทุกภาคส่วน และก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบต่อไปในอนาคต

2. การตรวจสอบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้จัดทำโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ธงขาวดาวเขียว (Green Star Award) โดยดำเนินการผ่าน “คณะกรรมการกำกับการตรวจประเมินโรงงาน” ซึ่งประกอบไปด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานราชการท้องถิ่น ชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบนิคมอุตสาหกรรม และบริษัทฯ ในฐานะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบ กำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง ตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานโดยมีผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญเข้าให้คำปรึกษาในด้านระบบการบริหารจัดการภายในโรงงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย การให้ผู้แทนจากหน่วยงานราชการท้องถิ่น และผู้นำชุมชนเข้าตรวจประเมิน และเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับชุมชนท้องถิ่น โดยมีเกณฑ์การประเมินโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ธงขาวดาวเขียว มีทั้งสิ้น 5 มิติ จำนวน 13 ข้อ 

  • มิติกายภาพ

    1. การจัดการพื้นที่สีเขียวและการบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียวภายในโรงงาน
    2. การจัดทำระบบการระบายน้ำฝนและระบบน้ำเสียที่แยกจากกันโดยเด็ดขาด

  • มิติเศรษฐกิจ

    3. การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน

  • มิติสิ่งแวดล้อม

    4.การบริหารจัดการน้ำใช้ น้ำทิ้ง และการควบคุมดูแลระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน

    5.การจัดการกากอุตสาหกรรม ปฏิกูล และขยะมูลฝอย

    6.การจัดการคุณภาพอากาศ

    7. การจัดการไอระเหยของสารเคมี

    8. ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน

    9.การจัดการอุบัติเหตุ / อุบัติภัย (Accident / Emergency)

    10. การบริหารจัดการข้อร้องเรียน

  • มิติสังคม

    11. คุณภาพชีวิตและสังคมของพนักงานในโรงงาน

    12. คุณภาพชีวิตและสังคมของชุมชนโดยรอบ

  • มิติการบริหารจัดการ

    13. ระบบการบริหารจัดการโรงงาน

ในปี 2564 มีโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เข้าร่วมตรวจประเมินจำนวน 4 โรงงาน ส่วนนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ไม่มีการเข้าตรวจประเมินในปีที่ผ่านมาเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในพื้นที่จังหวัดระยอง และบริษัทฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของโครงการและได้ตรวจประเมินโรงงาน ผลการตรวจประเมินพบว่าทุกโรงงานที่เข้ารับการตรวจประเมินในโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (ธงขาวดาวเขียว) ผ่านเกณฑ์ประเมินมากกว่า 80% ทุกโรงงาน ซึ่งจัดอยู่ในระดับดี-ดีเยี่ยม

การบริหารจัดการข้อร้องเรียนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม บริษัทฯ จึงจัดให้มีช่องทางในการรับข้อร้องเรียนที่หลากหลายที่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงได้ง่าย และพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน ตามมาตรฐาน ISO 14001: 2015 เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยตรง เช่น Line Official: @AmataCityChonburi @AmataCityRayong โทรศัพท์ 038-213-191 หรือ 038-213-009 หรือการประชุมคณะกรรมการชุดต่าง ๆ และมีกระบวนการบริหารจัดการข้อร้องเรียน ดังนี้

ช่องทางในการรับข้อร้องเรียน

ช่องทาง Online:

  • Line@: @AMATACityChonburi, @AMATACity Rayong
  • Facebook: AMATACorp
  • โทรศัพท์: 038-213-191,
    038-213-009

ช่องทาง Offline:

  • การประชุมคณะกรรมการชุมชน
  • การประชุมชมรมลูกค้าและผู้ประกอบการในนิคม

การบันทึกรายการ และการประเมิน

  • รายการร้องเรียนจากช่องทางต่าง ๆ ถูกบันทึกในระบบจัดการข้อร้องเรียน (Stakeholder Engagement System)

  • ระบบจะส่งข้อร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยอัตนโนมัติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการและแก้ไข

การบริหารจัดการและการแก้ไข

  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบรายการข้อร้องเรียน และประเมินระยะเวลาการแก้ไข
  • ดำเนินการแก้ไขจนแล้วเสร็จ

การรายงานผล

  • รายงานผลการจัดการข้อร้องเรียนต่อผู้มีส่วนได้เสีย

  • รายงานสรุปกระบวนการแก้ไขข้อร้องเรียนต่อผู้บริหารเป็นประจำ 

  • เปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการข้อร้องเรียนในรายงานความยั่งยืนประจำปี

การบริหารจัดการข้อร้องเรียนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ นั้นจะเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างหลากหลาย ประกอบกับการพิจารณาระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทางในการแก้ไข รวมถึงการวิเคราะห์สาเหตุเพื่อหาแนวทางการป้องกันจากต้นทาง โดยสามารถแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระดับ คือ

1). การให้คำปรึกษา:

เมื่อข้อร้องเรียนที่พบเกิดขึ้นจากกระบวนการในโรงงานของลูกค้า หรือในพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ จะพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำลูกค้าในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และแนวทางการแก้ไขในเบื้องต้น รวมถึงการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานในภาครัฐในการดำเนินการปรับปรุง

2) การดำเนินการผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ในกรณีที่ข้อร้องเรียนไม่ได้รับการแก้ไข และมีการร้องเรียนเกิดขึ้นซ้ำอีก บริษัทฯ จะยื่นเรื่องผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการ รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับดูแลเพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการ วิเคราะห์สาเหตุ และวิธีการป้องกันต่อไป

ผลการดำเนินการ

ในปี 2564 บริษัทฯ ได้รับข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางต่าง ๆ รวม 12 รายการ เป็นข้อร้องเรียนระหว่างโรงงานต่อโรงงานจำนวน 10 รายการ และข้อร้องเรียนระหว่างชุมชนต่อโรงงานจำนวน 2 รายการ โดยในปีที่ผ่านมาไม่มีข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมที่มีนัยสำคัญจากผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัทฯ 

เมื่อพิจารณาข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น พบว่าเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาด้านกลิ่น และข้อกังวลเกี่ยวกับน้ำเสีย แต่ไม่มีข้อร้องเรียนด้านการละเมิดข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญถึงขั้นถูกปรับข้อร้องเรียนดังกล่าวบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 14001: 2015 โดยได้รับความร่วมมือจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าตรวจสอบพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ และผู้แทนชุมชน เพื่อดำเนินการแก้ไข และป้องกันการเกิดซ้ำ โดยข้อร้องเรียนได้รับการแก้ไขแล้วเสร็จจำนวน 12 รายการคิดเป็นร้อยละ 100

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ